
เมื่อเช้าแม่นั่งจิบกาแฟดูชันโรงบินเข้าออกรังเพลินๆ ทันใดนั้นก็เห็นเจ้าผึ้งตัวหนึ่ง ลำตัวสีดำสนิทแต่มีลายขวางสีขาวพาดที่ก้นชัดมาก บินพุ่งไปเกาะที่ปากทางเข้ารังชันโรงของแม่ งับเอาขี้ชันที่ปากท่อแล้วดึงพรวดออกไป ด้วยความที่แม่เป็นมือใหม่จัดๆ เลยรีบไปเปิดมือถือหาข้อมูลในเน็ตดู ถึงได้รู้ว่าเจ้าตัวนี้เขาชื่อ “ผึ้งยางไม้” หรือพวก “ผึ้งกัดใบ” (Leaf cutting bees)
ปกติผึ้งพวกนี้ต้องไปหาเก็บยางไม้จากต้นไม้ใหญ่เอง ซึ่งมันเหนื่อยและไกล เขาก็เลยเปลี่ยนแผน มาจิ๊กเอาขี้ชันที่ชันโรงเราผสมไว้เสร็จสรรพแล้วไปใช้เลย แต่สำหรับชันโรงแล้ว ขี้ชันคือผนังบ้าน คือกำแพงป้องกันศัตรู และเป็นยารักษาโรคในรังด้วย พอโดนขโมยไปแบบนี้ เด็กๆ ของแม่ต้องเหนื่อยบินไปหามาซ่อมบ้านใหม่ แทนที่จะได้เอาเวลาไปหาน้ำหวานมาให้เรา และถ้าเขาเข้าไปในรังได้ ก็จะวางไข่ในรัง ทำให้รังชันโรงของเราเสียหายทั้งรัง
แม่ไปอ่านเจอมาว่า วิธีที่ง่ายและได้ผลที่สุดคือการติดตะแกรงกันโจร โดยแม่กะว่าจะไปร้านวัสดุก่อสร้าง ไปหาซื้อตาข่ายพลาสติก หรือมุ้งลวดที่รูมันกว้างหน่อย ในเน็ตเขาบอกว่าต้องรูขนาดประมาณ 3-5 มิลลิเมตร เพราะชันโรงพันธุ์ขนเงินจะบินมุดผ่านได้สบายๆ แต่เจ้าโจรลายขาวดำตัวมันใหญ่ มันจะติดแหง็กเข้าไม่ได้ ได้แต่ยืนมองอยู่ข้างนอก
รู้เขารู้เรา แม่จึงก็ต้องหาข้อมูลผึ้งชนิดนี้ให้มากขึ้น พบว่าผึ้งกัดใบเป็น “คุณแม่เลี้ยงเดี่ยว” นะต่างจากชันโรงหรือผึ้งทั่วไปที่มีนางพญาและมีคนงานช่วยกันทำงาน เจ้าผึ้งกัดใบหรือผึ้งยางไม้เนี่ย เขาเป็น ผึ้งสันโดษ (Solitary Bees) คือตัวเมียทุกตัวเป็นทั้งแม่และคนงานในร่างเดียวกัน เขาต้องสร้างรังเอง วางไข่เอง และหาอาหารเองคนเดียว ไม่มีบริวาร ที่เขามาขโมยขี้ชันเรา
และเขาจะเก็บเกสรไว้ที่หน้าท้อง ไม่ใช่ที่ขาหลัง น่าจะตลกดี นอกจากนี้เป็นขโมยแล้วเขาเป็นนัดตัดใบไม้ด้วยนะ ตัดใบไม้เป็นรูปวงกลมเอาไปสร้างรัง แม่เห็นต้นส้มจี๊ดที่บ้านใบแหว่งเป็นวงกลมเนียนๆ นั่นแหละ คงจะเป็นฝีมือเพื่อนบ้านกลุ่มนี้แหละ
แต่เขามีประโยชน์สำหรับบ้านเราเหมือนกันนะ เขาผสมเกสรดอกไม้ได้เก่งกว่าผึ้งทั่วไปในพืชบางชนิด โดยเฉพาะพวกพืชตระกูลถั่วหรือไม้ผล ดังนั้นถ้าเห็นเขาบินในสวน (ที่ไม่ใช่หน้าปากรูชันโรง) ก็ปล่อยเขาไปเถอะ เขาช่วยให้ต้นไม้เราติดลูกดีนะ
That’s nature (ecology) in action ;-) - in this case no life is lost.
And it’s us (people) at the root cause - we cut down too many (resinous) trees so that they have to find alternatives to survive, isn’t it?