อ่าน อ่านแล้วมาเล่า "ศึกผีเดือด ในเรื่องพระลอ" โดย ธ วั ช ชั ย
ที่เล่าซะเห็นภาพ แล้วไปเห็นที่คุณ เอก
จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร ไปเขียนต่อท้ายว่า
"ถ้ารู้ภาษาถิ่นเหนือ หรืออีสาน จะเรียนวรรณคดีเก่าๆ ได้สนุกครับ เพราะมีคำไทยโบราณที่ยังปรากฏอยู่ในภาษาถิ่น บางทีอ่านแล้วงง แต่พอคิดอีกที ก็ร้องอ๋อ เพราะเป็นคำธรรมดา ที่ใช้กันอยู่ แต่เพี้ยนสำเนียงนิดหน่อยเท่านั้นเอง"
ทำให้ผมนึกขึ้นได้ว่า ภาษาและวัฒนธรรม ก็เป็นไปตามแนวคิดวิวัฒนาการด้วย คือ ต่างก็สามารถแพร่ข้ามกาลเวลา โดยทิ้งร่องรอยเก่า ๆ ไว้ เป็น "ตราประทับเวลา" ให้เราเห็น
เพราะถ้ารู้ภาษาถิ่นภาคใต้ ที่เป็นใต้ "บ้าน ๆ" ที่ไม่ถูกปนเปื้อนด้วยอารยธรรมละครช่อง 3 5 7 9 ก็จะมาถึงข้อสรุปเดียวกับที่คุณเอกว่าไว้เหมือนกัน
ยกตัวอย่างเช่น เคยมีเพลงลูกทุ่งสำเนียงเมืองคอน ร้องเพลงตลก ในเนื้อ มีการบอกทางให้คนแปลกหน้า "ไปซื้อพรี้" ซึ่งความหมายคือ ไปตรง ซึ่งผมเคยได้ยินบางคนใช้คำว่า "ไปซื่อ" แทน "ไปตรง" มาก่อน (ซื่อ - ตรง เป็น คำซ้ำข้ามยุค) ก็เลยทำให้รู้ว่า "ไปซื้อพรี้" ก็เป็นการ "ไปตรง" เหมือนกัน แต่ก็ยังสงสัย อะไรคือ พรี้ ?
มานึกได้ตอนอ่านลิลิตพระลอ "...ขับช้างปรี่ปรึงตาม ทั้งสามไประร่าย บ่ายหน้าสู่เขาเขียว..."
แว่บ !
"ไปซื้อพรี้" ก็คือ "ไป-ซื่อ-ปรี่" นั่นแหละ !
คำบ้าน ๆ กลายเป็น ภาษาวรรณคดีโบราณ เฉยเลย !
ลองนึกเล่น ๆ ดูนะครับ เหมือนกับเมื่อก่อน คำในชีวิตประจำวันที่ไพเราะ ผ่านเวลาไปนานมาก ๆ ก็แพร่ออกไปทุกทิศทุกทาง รากคำยังคงไว้ แต่สำเนียงการพูดก็กระจัดกระจาย ภาษาใต้ ภาษาเหนือ ภาษาอีสาน ภาษาลาว หรือไปไกลถึงอัสสัม ในหนังสือ "กาเลหม่านไต" ก็เล่าว่า ยังเหลือรากเค้าให้รู้จักกัน

รั้วหลายหลักจึงมั่น พี่น้องหลายชั้นจึ่งดี
พี่น้องบ่หลาย ให้หาสหายมาเติม
-สุภาษิตคำพังเพยลาว-ร่องรอยเก่า ๆ ที่ตกค้างอยู่เหล่านี้ ก็เหมือน "carbon dating" ของการแตกแขนงการจาริกของภาษา เป็นรอยประทับหลักฐานการแตกแขนงสายวิวัฒนาการที่แพร่ข้ามกาลเวลาไป
ในทางชีววิทยา ร่องรอยความซ้ำในระดับเซลล์ การซ้ำของยีน ล้วนใช้สืบสานการแตกแขนงวิวัฒนาการ บอกว่าสิ่งมีชีวิตต่างเผ่าพันธุ์ ที่แท้เคยมีรากเหง้าพันธุกรรมเดียวกัน เป็นร่องรอยให้สามารถสืบสาวย้อนกลับ ใช้ taxonomy/phylogeny สาวลำดับเหตุการณ์ ณ จุดเปลี่ยนได้
ธรรมชาติ รู้จักทำระบบ traceability ก่อนยุคการประกันคุณภาพเสียอีก..
แต่อีกไม่กี่ปีข้างหน้า เมื่อคนรุ่นเก่า "บ้าน ๆ" ล้มหายตายจาก ...
ภาษาถิ่น จะเหลือแต่สำเนียง ...
แต่คำศัพท์ จะอิงตามภาษาภาคกลางกันหมด ...
ถึงตอนนั้น... ก็จะเหมือนกับการย้อนกลับกระบวนการบิ๊กแบง (big bang) ทางภาษา เหมือนกับแรงปฐมมูลทั้งสี่ รวมกลับเป็น superforce ตาม grand unified theory
ภาษาหวนรวมศูนย์คืนสู่แหล่งกำเนิด เกิดการยุบตัวเข้าสู่มาตรฐานภาษากลางเดียวกัน
...ภาษา "ออนเอ็ม" (sn) !
....>.<....OoO...+.+...


เมนูของ wwibul





เมื่อ จ. 26 พ.ย. 2550 @ 22:01
472202 [ลบ]
เมื่อ จ. 26 พ.ย. 2550 @ 22:50
472285 [ลบ]
เมื่อ จ. 26 พ.ย. 2550 @ 23:26
472330 [ลบ]
คุณ
naree suwan
"รากเหง้าทางวัฒนธรรมน่าจะอยู่รอดได้นะคะ"
คุณ
coffee_mania
"พบสัตว์โลก สื่อสารกันด้วยภาษาเขียนเพียง 1 ภาษา ..บลา ๆๆๆ"
เมื่อ อ. 27 พ.ย. 2550 @ 00:20
472378 [ลบ]
เมื่อ อ. 27 พ.ย. 2550 @ 00:37
472390 [ลบ]
สวัสดีครับ
เมื่อ ศ. 30 พ.ย. 2550 @ 23:15
477150 [ลบ]
สวัสดีครับ คุณ ธ วั ช ชั ย
คำว่า "พร่ำเพรื่อ" ในภาษากลาง "พร่ำ" มีความหมายแต่เพรื่อ ไปอยู่ในภาษาใต้ หมายถึง "หกเรี่ยราด"
บางทีก็ไม่มีเค้าคำเดิม แต่สืบหาขึ้นไปได้ อย่างหน่วยเสียง "มล" เช่น มล้าง กลายเป็น ล้าง/ม้าง, แมลง เป็น แมง/แลง, มลืน เป็น มืน(อีสาน,เหนือ) /ลืน (ใต้) มีอีกหลายคำเลย ใครนึกออกบ้างครับ