คนเราที่มีลูกบางคนในปัจจุบันก็เลี้ยงลูกเหมือนลิงตัวข้างหลัง กลัวลูกลำบากเลยทำให้ทุกอย่าง ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งเข้านอน เด็กในปัจจุบันจึงค่อนข้างอ่อนแอ มีสิ่งอำนวยความสะดวกทุกอย่าง มีความรู้สูงแต่ขาดความอดทน ขาดทักษะในชีวิต

  

     มีสุภาษิตบทหนึ่งว่า "ลูกรักเอาไว้หลัง ลูกชังเอาไว้หน้า" พวกเราอาจได้ยินจนชินหู แต่อาจลืมดูความหมายที่ล้ำลึกซึ่งบรรพชนเราอุปมาเปรียบเทียบไว้ให้เรารักลูกให้ถูกทางไม่ว่าจะเป็นลูกในอก หรือลูกน้องก็ตาม...พ่อเคยเล่าให้ฟังตอนที่นอนตากลมหนุนหมอนคนละใบกับพ่อที่ระเบียงบ้าน(นอกซาน) หลังจากกินข้าวอิ่มแล้วเกือบทุกวัน ช่วงต้นฤดูฝนอากาศร้อนๆ นอนหนุ่นขาพ่อ(ตัก)ด้วย มองดาวไปด้วย บางครั้งพ่อพานับดาว บอกชื่อดาว...เพระตอนนั้นหมู่บ้านไม่มีไฟฟ้าวันหนึ่งพ่อเล่าเรื่องลิงให้ฟังว่า...

                ลิงนั้นเป็นสัตว์ที่คนเปรียบเปรยว่าไม่ค่อยอยู่นิ่ง วิ่งไปมาและอุปมาว่าใจคนก็เหมือนลิงเพราะว่าจิตใจคนก็ไม่ค่อยอยู่นิ่ง...

               ที่จริงถ้าเราพิจารณาให้ดีๆ ลิงก็มีข้อคิดดีๆแก่เราหลายด้านเหมือนกันคล้ายกับเงินเหรียญก็มีหลายด้านมีทั้งหน้าหลังขอบเหรียญและน้ำหนัก....ด้านการนำไปใช้ทางได้บุญก็มี ใช้แล้วเป็นบาบก็มี...

 

            ลิงบ้านผมส่วนมากเป็นลิงกังมันถูกอุปมาว่ามีใจไม่นิ่งวอกแวก เหลียวหน้า เหลียวหลัง เต้นไปมา... แต่พ่อเล่าอธิบายถึงการเลี้ยงลูกของลิงป่าว่า เวลาลิงมีลูกสองตัว ลูกลิงตัวที่แม่รักมาก ๆ แม่ลิงจะเอาไว้ด้านหลัง ลูกตัวที่ชังหรือรักน้อยก็จะให้กอดไว้ที่ด้านหน้าคือที่อกเวลาที่ลิงออกหากิน ลิงจะห้อยโหนโจนทะยาน แม่ลิงไปไหนเราจะสังเกตได้ว่า มันกระโดดไปข้างหน้า ลูกตัวที่อยู่หน้าจะต้องพยายามหลบกิ่งไม้และการกระแทรกในขณะที่แม่กระโจนไป ลูกตัวอยู่ด้านหน้าเพราะแม่ชังต้องหูไวตาไว มันต้องตื่นตัวอยู่เสมอ เพื่อหลบกิ่งไม้หลบสิ่งที่จะมากระทบตัวเอง

                 ส่วนลูกตัวที่แม่ลิงรักมากมันจะเอาไว้ที่ด้านหลัง ลูกลิงจะเกาะแม่อย่างสบายใจ ไม่ว่าแม่จะไปไหนมาไหน แม่กระโดดก็ไม่ต้องระวังอะไร ไม่เดือดเนื้อร้อนใจอะไร แต่เมื่อแม่ลิงตายไป ลูกลิงตัวที่แม่เกลียดที่อยู่ด้านหน้าก็จะอยู่ในโลกนี้ได้อย่างแข็งแกร่งเข้มแข็ง  ส่วนลูกลิงที่แม่รัก ซึ่งมีแต่กอดแม่ที่หลังตลอด  ตอนแม่อยู่อาจสบายก็จริง แต่หลังจากแม่ตายหรือแม่ให้ออกหากินเอง มันจะลำบากเพราะขาดภูมิคุ้มกัน ขาดความอดทน ขาดทักษะในการต่อสู้กับความจริงของการดำรงชีวิตในป่ากว้าง

 

                 คนเราที่มีลูกบางคน(พ่อแม่)ในปัจจุบันก็เลี้ยงลูกเหมือนลิงตัวข้างหลัง กลัวลูกลำบากเลยทำให้ทุกอย่าง ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งเข้านอน เด็กในปัจจุบันจึงค่อนข้างอ่อนแอ มีสิ่งอำนวยความสะดวกทุกอย่าง มีความรู้สูงแต่ขาดความอดทน ขาดทักษะในชีวิต

                 ในอนาคตถ้าเราเลี้ยงลูกอยู่แบบนี้ ตามใจอยู่อย่างนี้ สังคมจะอ่อนแอ เป็นเหมือนแม่ลิงที่เอาลูกไว้ด้านหลัง ถึงเวลาแล้วที่เราผู้เป็นบิดามารดาต้องให้ลูกทำงานบ้าน ทำหน้าที่ของลูกที่สมควรทำเช่นซักเสื้อผ้าเอง รีดผ้าเอง เพื่อที่เขาจะได้รู้จักแก้ปัญหา รู้จักต่อสู้กับปัญหาในชีวิต ลูกจะเป็นคนเข้มแข็งอยู่อย่างมั่นคงในสังคม...

  

         เมื่อเราตามใจลูกเกินไปลูกจะไม่แคร์ความรู้สึกของพ่อแม่ ไม่รู้จักคุณค่าเงินตรา เมื่อพ่อแม่ขัดใจคำพูดของลูกบางคนที่พ่อแม่ตามใจ ทำให้พ่อแม่ปวดใจมาก

               ความทุกข์ของพ่อแม่ที่มีลูกคงสรุปได้แค่สองอย่างคือทุกข์เพราะลูกตาย และทุกข์เพราะลูกชั่ว แต่ถ้าลูกดีคือความสุขของพ่อแม่ก็หาอะไรมาเปรียบมิได้เช่นกัน

 

             ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะเลี้ยงลูกแบบเอาลูกไว้ด้านหน้า แม้นว่าดูเหมือนไม่รักเขาแต่เขาจะภูมิใจที่ทำอะไรก็เป็นทั้งานบ้าน งานเรียน มองหน้าก็มีหวัง มองหลังก็ภูมิใจ อย่าทำให้ลูกเป็นโรคสำลักอิสรภาพ เพราะถ้าเป็นแล้วเราจะเสียใจถึงวันสิ้นลม....

 

 

         ผมรู้สึกตัวอีกครั้งหนึ่งก็ตอนเช้าเพราะเสียงพ่อเรียกให้ลุกขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวกับชุดเก่า ๆ ขาด ๆ  และรู้ตัวว่าตัวเองเปียกและผ้าห่มก็เปียกด้วย ผมฉี่รดผ้าห่ม แม่ก็มาเก็บผ้าห่มและให้ผมนุ่งผ้าขาวม้าไปอาบน้ำ ส่วนแม่ก็เอาผ้าห่มและกางเกงที่ผมฉี่รดไปซักด้วย และแม่ก็พาไปซักผ้ากางเกงให้ผมซักกางเกงส่วนผ้าห่มแม่ซักเพราะผืนใหญ่ และบอกว่าถ้าเวลานอนเมื่อรู้ว่าปวดฉี่ให้บอกแม่ๆจะพาไป ไม่ต้องกลัว  วันแล้ววันเล่าจนผมอายุ 14 ปีจึงพอเริ่มมีสติตอนนอนจึงลุกขึ้นมาเบายามกลางคืน แต่พ่อแม่ก็ยังรักผมเหมือนเดิมแล้วแม่ก็หัดให้ผมทำงานเท่าที่จะทำได้

         แม้วันคืนจะผันผ่าน ผมก็ยังได้รับความรักจากพ่อแม่ที่มอบให้ด้วยดีเสมอมา ผมจึงรู้ว่าผมรักพ่อแม่และพ่อแม่ก็รักผม....ผมรู้ว่าพ่อแม่รักผมแต่ผมไม่รู้ว่าคนอื่นจะรักผมเหมือนพ่อแม่รักผมไหม........บางครั้งเมื่อทำอะไรผิดไปผมถึงกับอุทานว่า โตเกินกว่าที่จะร้องไห้ เจ็บปวดเกินไปที่จะหัวเราะ

      

ครอบครัวที่อบอุ่น เที่ยวทั่วไทย ถ้าเรามีเงินพอ