ไปทำแท้งที่ขอนแก่น

            เมื่อเดือนก่อนนู้นก็ไปทำแท้งที่เชียงราย มาเดือนมีนาคมก็มีโอกาสไปทำแท้งที่อีสานบ้าง ลองมาดูซิว่า บรรยากาศของที่ภาคเหนือและอีสานแตกต่างกันอย่างไร

            26-28 มีนาคม 2551

            เมื่อวันอังคารที่ 25 หลังจากที่ผ่าตัดจนเสร็จก็รีบกลับบ้าน อาบน้ำแต่งตัว แล้วฝ่าสายฝนออกไปยังคณะ เพื่อที่จะรอให้รถของคณะมารับไปส่งที่สนามบิน คณะแพทย์อันเป็นที่รักของกระผมนั้นมีความน่ารักน่าชื่นชมอยู่อย่างหนึ่งก็คือ มีบริการรับส่งอาจารย์หรือบุคลากรที่เดินทางไปราชการ โดยคนที่จะมาขึ้นรถนั้น ต้องมารอพร้อมกันที่อาคารบริหารคณะฯ กะว่าออกเดินทางไปสนามบินก่อนเครื่องออก 1 ชั่วโมง แต่ก็นั่นแหละ ยังต้องรอคนที่มาสายไปเกือบ 15 นาที เล่นเอาผมกระสับกระส่าย เพราะว่าไอ้พวกบัตรที่นั่งธรรมดาแบบกระผม หากไปสายก็มีโอกาสตกเครื่องได้ง่ายๆ หรือๆไม่ก็ถูกอัปเปหิไปนั่งที่ท้ายเครื่อง ซึ่งมันจะโคลงเคลงไปมาน่าอ๊วก แถมเมื่อพี่ท่านขึ้นมานั่งบนรถก็พูดจาเสียงดังอีโหล่งโฉ่งเฉ่ง ผมละเวียนเกล้าจริงๆ ฮ่า ฮ่า (พึมพำ พึมพำ)

            คืนนั้นผมไปนอนที่คอนโดฯของน้องสาวที่แถวๆเหม่งจ๋าย การเดินทางครั้งนี้ได้สัมผัสบรรยากาศการเดินทางแบบใหม่ นั่นก็คือการใช้บริการรถบัสรับส่งของการบินไทยไปยังสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินลาดพร้าว เขาเรียกที่ทำการของบริษัทว่า City Air Terminal ก็สะดวกสบายดีมากครับ ถ้าไม่นับการรอให้รถออกทุก 30 นาทีแล้วละก็ นับว่าดีจริงๆ เพราะฟรี (ฮา) ต่อรถไฟอีก 20 บาทไปลงที่สถานีห้วยขวาง แล้วเดินหลงทางเพราะทางทางออกที่ถูกต้องไม่เจอ (มี 4 ทางออก ผมสามารถขึ้นถูกที่ทางออกที่ 3 ครับ เก่งไหม) กว่าจะได้เข้าบ้านก็ซัดไป 4 ทุ่มกว่า

            ผมไปขอนแก่นในช่วงสายของวันพุธ เครื่องบิน Airbus A300 ได้พาผมไปส่งที่ขอนแก่นได้อย่างปลอดภัย และที่รู้สึกดีมากๆก็คือ นั่งไปข้างๆดาราครับ เฮ้ย ผมนั่งข้างดารา แต่จำชื่อเขาไม่ได้ ดาราสาวรุ่นซักประมาณ 40 ปี ผมดูเธอมาตั้งแต่ผมเป็นหนุ่ม เธอมักจะแสดงเป็นดาวร้ายครับ เสียดายจังที่จำชื่อไม่ได้ แบบว่าไปแข่งเกมทศกัณฑ์ก็คงรู้จักแต่ชื่อตัวเองครับ

            ทางกรมอนามัยส่งรถมารับผมไปส่งที่โรงแรมเจริญธานี ซึ่งเป็นโรงแรมในกลุ่มธานีก็นับว่าหรู ดูดี เขาจัดให้ผมนอนในห้องชุดชั้น 19 บนสุดเลยครับ ลิฟต์มีแค่ 18 ชั้น เลยต้องเดินขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง เมื่อเข้าไปในห้องก็ตะลึง เพราะว่าหรูจริงๆ มีห้องนอน ห้องทำงาน ครัว อื้อหือ แล้วจะไปใช้ยังไงทุกห้องเนี่ย แต่นั่นแหละ ช่วงนี้โรงแรมเต็มสนิทเพราะมีงานประชุมหลายชุดมาก ห้องเต็มเอียด ผมเลยได้อานิสงค์เนื่องด้วยห้องเต็ม ถูกเฉดมาอยู่ห้องชุดสุดหรูก็ด้วยประการฉะนี้

            ล่วงไปบ่ายกว่าๆ เมื่อเข้าห้องประชุมก็ตกใจ เพราะว่าผู้คนมากมายราว 80 คนเศษๆ มากที่สุดเท่าที่จัดอบรมกันมา มีหมอกับพยาบาลครึ่งๆ ผมต้องบรรยายในช่วง 4 โมงกว่ายัน 5 โมง ก็ใช้สไลด์ชุดเดียวกับที่พูดใน HA National Forum นั่นแหละ เพราะรู้สึกกระแทกใจดี คนฟังก็ไม่หลับ หัวเราะบ้างเป็นครั้งคราวตามมุขที่ผมหยอดใส่

            และก็นั่นแหละ ไปบรรยายก็ได้ความรู้ด้วยเหมือนเดิม ครั้งนี้นั่งฟังอาจารย์ชนินทร์จากศิริราช บรรยายเรื่องการให้คำปรึกษา คราวนี้ได้มุขเด็จจากการให้คำปรึกษาคู่สมรสที่เสี่ยงต่อการที่มีลูกเป็นโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย คุณหมอพูดว่าคุณเป็นพาหะนะครับ เป็นของโรคธาลัสซีเมียเมื่อคนไข้มาพบหมอครั้งต่อไป เขาบอกหมอว่า เขาเป็นพาหนะของโรครัสเซีย ว่าไปนั่น บางครั้งเราซึ่งเป็นหมอ ถามคนไข้ว่าเคยนอนกับแฟนหรือไม่ก็หมายความว่า เขามีเพศสัมพันธ์กันไหม คนไข้ก็ตอบมาว่าไม่เคยนอนด้วยกัน” “อ้าว แล้วไอ้ที่ท้องกันเห็นๆนี่แล้วยังจะบอกว่าไม่นอนด้วยกันอีก” “โถหมอ ตอนเอากันไม่นอนค่ะ ทำกันท่าอื่นตลอดเลยแป๋ววววว......

            มีหมอบางคนบอกว่า ข้อบังคับแพทยสภานั้นมีลักษณะเหมือนหวยบนดิน คือทำให้มันถูกกฎหมายซะเลย แต่ผมกลับรู้สึกแย้งเล็กน้อย เพราะผมคิดว่าหวยบนดินนั้น มุ่งแต่มอมเมา ให้ความหวังลมๆแล้งๆ ในขณะที่แท้งบนดินนั้น เราทำเพื่อให้การทำแท้งมาอยู่ในระบบ การมาอยู่ในระบบจะทำให้คนไข้ได้รับบริการอย่างมีองค์รวม ได้รับการให้คำแนะนำปรึกษา ป้องกันการแท้งซ้ำซาก ให้ความรู้เรื่องการคุมกำเนิด ซะก็แค่นั้นครับ

            ตกกลางคืนก็มีงานเลี้ยง ได้พบกับท่านอาจารย์ศ.ชวนชม จากขอนแก่น ซึ่งท่านก็ยังอุตส่าห์ซื้อขนมฝากมาให้ลูกสาวผมอีกตั้งหนึ่ง แป้งกับจ้านี่โชคดีจริงๆ

            วันที่สองของการอบรม ผมเป็นผู้นำการสนทนาร่วมกับอาจารย์ศ.ประทักษ์จากรามาธิบดี คราวนี้ผมเปลี่ยนแปลงรูปแบบไป จากเดิมที่แจกกระดาษที่เขียนกรณีผู้ป่วยตัวอย่าง แล้วให้ที่ประชุมได้แสดงความเห็นกัน แต่ครั้งนี้ผมเกิดปิ๊งไอเดียขึ้นมาว่า เราน่าจะให้ผู้เข้าร่วมประชุมพูดเรื่องราวประสบการณ์ในอดีตของเรื่องแท้งให้ฟัง ซึ่งก็รู้สึกตกใจ เพราะทราบมาว่าที่อีสานนั้นมีการบาดเจ็บและการตายจากการทำแท้งเถื่อนเยอะมาก เรียกว่าหาประสบการณ์ร้ายๆแบบนี้ที่เหนือและใต้ไม่ได้เลย เขาเล่าว่า หมอเถื่อนมักจะใช้วิธีเอาน้ำยาล้างห้องน้ำใส่เข้าไปในโพรงมดลูกให้เกิดการตายของทารกแล้วทำให้แท้ง แต่ก็นั่นแหละ เจ้าของมดลูกก็ตายไปพร้อมๆกันหลายคนเลย น่าแปลกที่ว่า กรณีอย่างนี้ตำรวจไม่ยักกะไปตามจับแฮะ ชอบไปจับแต่หมอที่เขาเปิดคลินิกทำให้ดีๆ ประสบการณ์ที่ได้รับฟังนี่ เลวร้ายมาก

            เช้าวันที่สามเราต้อง check out กันตอนเช้า เพราะว่าจะต้องไปที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ เพื่อฝึกปฏิบัติ ก็ได้พบคณบดี คณะแพทยศาสตร์ ท่านหัวหน้าภาควิชาสูติฯ และอาจารย์ในภาควิชาสูติฯอีก 2 ท่าน ซึ่งรู้จักกันดี ผมต้องลงไปเป็นวิทยากรประจำหอผู้ป่วยชั้น 2 ซึ่งในกลุ่มก็มีน้องๆแพทย์ใช้ทุนและแพทย์ประจำบ้านสาวๆ 6-8 คนมาร่วมกันเรียนรู้ ใช้เวลาไป 3 ชั่วโมงก็เสร็จ

            เราเลิกงานกันราๆ 2 โมง จากนั้นก็แด่ว เพราะว่าเครื่องบินจะพาเรากลับบางกอกตอน 3 ทุ่มกับอีก 15 นาทีนู่น งานนี้อ.สัญญาซึ่งเป็นลูกหม้อเก่าของศูนย์อนามัยแม่และเด็กของที่นี่ก่อนจะไปเป็นอาจารย์ที่รามาฯจึงพาผมกับอ.ประทักษ์ไปเที่ยว โดยการขับรถของคนรถเก่าแก่ตั้งแต่อาจารย์สัญญาทำงานอยู่เมื่อนานมาแล้ว เขาพาเราไปเที่ยวที่วัดๆหนึ่งซึ่งมีอุโบสถใหญ่โต 9 ชั้น ซึ่งแต่ละชั้นจะมีลักษณะคล้ายพิพิธภัณฑ์ ผมมีมัคคุเทศก์หนุ่มน้อย ป. 5 นัยน์ตาสีฟ้ามานำทางให้ วัดนี้อยู่ติดบึงแก่นนคร วิวทิวทัศน์สวยงามดีมาก จากนั้นก็เวียนรอบบึง ไปต่อที่วัดป่าอีกแห่งหนึ่งที่อยู่นอกเมืองออกไป แต่วัดป่าที่นี่ มีแต่ปูนซีเมนต์ ร้อนผ่าว แล้วก็ได้เวลาทานอาหารเย็น เราไปกินกันที่ร้านที่อยู่ติดสนามบินเลย (จำชื่อไม่ได้อีกแล้ว เพราะไม่ได้จดมา) เป็นอาหารอีสานที่อร่อยมาก ขอบอก จำชื่อไม่ได้ไม่เป็นไร แบบว่าไปสนามบินนะครับ แล้วอยู่แทบจะหน้าปากทางเข้าสนามบินเลย เรียกว่ากินเสร็จก็เดินเข้าสนามบินได้เลย

            และแล้วการทำแท้งที่ขอนแก่นก็จบลงด้วยอาหารอีสานมื้อนี้เพียงเท่านี้

            ผมกลับไปนอนกับน้องสาวอีกครั้ง เพื่อที่จะตื่นตี 4 อาบน้ำให้ทัน แล้วไปสนามบินให้ถึงก่อนตี 5 ครึ่ง แต่ปรากฏว่าตื่นมาตั้งแต่ตี 3 เพราะปวดท้องมาก โรคกระเพาะกำเริบ และมันก็ปวดได้ที่จนกระทั่งล้อเครื่องบินแตะรันเวย์หาดใหญ่แล้วนั่นแหละ ท้องจึงหายปวดเหมือนปลิดทิ้ง

            แท้ง แท้ง แล้วก็แท้ง ผมเองก็เจ็บปวดเหมือนกันที่ต้องทำแท้ง แต่ถ้าเราไม่ทำแล้วใครจะทำ มีคนบอกว่า ไม่มีใครอยากลงอเวจีหรอก ถ้าอย่างนั้นเราก็ต้องลงไปอเวจีเพื่อคนอื่นจะได้ไม่ต้องลงไป เสียสละเพื่อคนอื่นไม่ต้องลงไป พระพุทธเจ้าเองก็เคยเสด็จไปอเวจีเหมือนกันไม่ใช่เหรอ พระเยซูก็ยอมถูกตรึงบนไม้กางเขนด้วยไม่ใช่เหรอ เมื่อไหร่ที่สังคมไทยเข้าใจคนที่ท้องเมื่อไม่พร้อม มีการให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ มีทางเลือกให้อย่างมากมาย เมื่อนั้นหน้าที่ผมก็อาจจะเสร็จสมใจ