ในชั่วโมง assessment practice เดียวกันกับบันทึกก่อน อยู่ดีๆ Rosalie ก็ถามว่า แล้วถ้าเกิดมี silver line ขึ้นมา เราจะทำอย่างไร
ผมซึ่งภาษาอังกฤษไม่แข็งแรงที่สุดในห้อง แสดงอาการงุนงงออกนอกหน้า จน Rosalie จับได้ ย้อนถามผมว่า เคยเห็นมั๊ย silver line
    ผมตอบเธอตามตรงว่า ไม่รู้ ไม่เคยเห็น
    เธอก็แซวผมว่า สงสัยเพราะผมเป็นหมอรังสีรักษาจึงไม่เคยเห็น silver line แล้วก็ทำท่าเอานิ้วชี้ลากเป็นเส้นใต้ตาทั้งสองข้าง แล้วพูดว่า นี้ไง silver line
    มันหมายถึง..น้ำตาที่คลอเบ้า มองเห็นเป็นเส้นสายสีเงิน ระยิบระยับ
    
    รู้แล้วว่า มันคืออะไร คราวนี้ต้องช่วยกันตอบครับว่า จะรับมือกันยังไงดี
<ul>

  •     หยิบกระดาษทิชชูที่เตรียมไว้ประจำห้องตรวจให้ทันที เพื่อแสดงการยอมรับอารมณ์นั้นของคนไข้ อันนี้เป็นพฤติกรรมประจำของผม
  •     เปลี่ยนเรื่องไปคุยเรื่องอื่นที่สะเทือนใจน้อยกว่านี้ซักหน่อย ส่วนใหญ่ก็หนีไม่พ้น ถามอาการทางกายอื่นๆ แล้วกลบเกลือนเหมือนไม่เห็นช้างอยู่ในห้อง อุปมาอุปมัยนี้ก็เด็ดเหมือนกัน หมายถึงต่างคนต่างทำเป็นไม่สนใจสิ่งสำคัญที่สุดเบื้องหน้า
  •     ถามคนไข้เลยว่า อะไรที่ทำให้ป้าสะเทือนใจ แหม...ตรงจุดจังเลย
  • </ul><p>    …  …
        เราช่วยกันสรรหาคำตอบที่แปลกแหวกแนวสุดๆ เพราะเล่นถูกไล่ถามรอบห้อง
        แล้วก็มาถึงคำตอบของ Calorine คุณหมอชาวไต้หวันที่มาทำงานที่สิงคโปร์ เธอไม่ตอบยาว บอกสั้นๆว่า silence เงียบไว้ดีกว่า
        คำตอบของเธอ ทำเอา Rosalie หน้าบานหายเหนื่อย หลังจากต้องออกแรงอย่างหนักซักนักเรียนโข่งอย่างพวกเราแบบเอาเป็นเอาตาย ใช่ครับ เธอบอกว่า สิ่งที่ต้องทำตอนนั้น คือ เงียบ ปล่อยให้คนไข้ปลดปล่อยอารมณ์ความรู้สึกนั้นออกมาเสียก่อน แล้วค่อยหาทิชชูให้หรือยิงคำถามอะไรต่อ

        ลองถามตัวเองดูนะครับว่า เวลาเห็นคนอื่นร้องไห้ คนรู้จักทั่วไปนี่แหละ ไม่ต้องเป็นคนไข้ก็ได้ สิ่งแรกสุด ที่เราทำคืออะไร

    ๖ ตุลาคม ๒๕๕๐</p><p><<   APHN Diploma of Palliative Care ๒๒: รู้มั๊ย เวลามาหาหมอ ผู้ป่วยมีโอกาสพูดตอนเริ่มต้นนานเท่าไร  </p><p> APHN Diploma of Palliative Care ๒๔: Voices for Hospices 2007   >> </p>