นานาทัศนะ : การจัดการความรู้เพื่อสร้างสังคมฐานความรู้ในภาคการศึกษา

ตอนที่ ๑ , ตอนที่ ๒ , ตอนที่ ๓ , ตอนที่ ๔, ตอนที่ ๕.๑, ตอนที่ ๕.๒,

 ตอนที่ ๖.๑, ตอนที่ ๖.๒

ครั้งที่ 3

การจัดการความรู้เพื่อสร้างสังคมฐานความรู้: การจัดการความรู้ของชุมชนท้องถิ่น

โดย      นายทรงพล เจตนาวณิชย์: ผู้อำนวยการสถาบันเสริมสร้างการเรียนรู้เพื่อชุมชนเป็นสุข

[ปาฐกถาพิเศษในงานมหกรรมตลาดนัดการจัดการความรู้ 4 ภูมิภาค เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประสิทธิภาพขององค์กรการศึกษา ครั้งที่ 3 (ภาคกลาง) เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2550 ณ วรบุรี อโยธยา คอนเวนชั่น รีสอร์ท จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ของโครงการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการจัดการความรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กรทางการศึกษา]

 

 

 

จากประสบการณ์การประยุกต์ใช้การจัดการความรู้เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนการเรียนรู้ในสังคม ได้ข้อค้นพบว่า การพัฒนาในเรื่องใดๆ ก็ตาม ไม่มีวันจะสิ้นสุด ยังต้องพัฒนากันไปเรื่อยๆ เมื่อทำการพัฒนาด้วยการใช้กระบวนการการจัดการความรู้ ก็จะมีสิ่งที่เกิดขึ้นตามมา และมีสิ่งที่จะต้องทำต่อไปในอนาคตอย่างต่อเนื่องไม่สิ้นสุด โดยเกิดจากการนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันจึงจะเป็นประโยชน์

ปัจจุบันการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เป็นการเสริมสร้างฐานราก หรือชุมชนท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของประเทศ การพัฒนาหรือสร้างสังคมฐานความรู้ให้เกิดขึ้นได้จริง สิ่งสำคัญคือ จะต้องพัฒนาหรือสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นที่ฐานรากหรือชุมชนท้องถิ่นอย่างแท้จริง หากไม่ทำเช่นนี้ สังคมก็จะเผชิญกับปัญหาอย่างคาดไม่ถึง ซึ่งทุกวันนี้เราก็เห็นประจักษ์กันชัดเจน

ประสบการณ์ที่ได้นำการจัดการความรู้ไปขับเคลื่อนกับชุมชนท้องถิ่นที่เป็นฐานรากของประเทศ สืบเนื่องจากสภาพสังคมถูกขับเคลื่อนด้วยแรงผลักให้เศรษฐกิจเจริญรุดหน้า ผู้คนต่างชื่นชมให้คุณค่ากับวัตถุ ตกอยู่ในอำนาจของเงินตรา ประกอบกับความซับซ้อนเชิงโครงสร้างของสังคมปัจจุบัน เป็นเหตุให้ชุมชนท้องถิ่นที่เคยอยู่รวมกันด้วยพลังยึดโยงจากภายใน แต่วันนี้กำลังถูกแรงบีบคั้นจากภายนอก เกิดปัญหาที่ทับถม ซับซ้อน ยากกับการหลุดพ้น ทั้งการแก้ไขปัญหาโดยใช้ชุดความรู้เดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก ก็ไม่สามารถนำพาชุมชนท้องถิ่นฟันฝ่าวิกฤติได้ หากทว่ากลับรุนแรงหนัก ซ้ำเติมผู้คนให้อยู่อย่างไร้คุณค่าตกต่ำลง

ฉะนั้น ถ้าเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ทุกคนที่เรียนรู้และพัฒนาได้ การทำงานเสริมสร้างการเรียนรู้ของชุมชนท้องถิ่นอย่างต่อเนื่องด้วยการนำการจัดการความรู้มาใช้ โดยเฉพาะประสบการณ์ ความรู้ในการพัฒนานักจัดการความรู้ท้องถิ่น ให้สามารถใช้การจัดการความรู้เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างการเรียนรู้ให้คนในชุมชน ให้สามารถลุกขึ้นมาจัดการปัญหาด้วยตนเองบนพื้นฐานของการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง  ก็จะเป็นอีกก้าวหนึ่งของการนำไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้หรือสังคมฐานความรู้ได้

การสร้างกระบวนการจัดการความรู้ของชุมชนท้องถิ่น

องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีบทบาทหน้าที่ในการขจัดทุกข์บำรุงสุขให้กับประชาชน มีศักยภาพในการหนุนเสริมการเรียนรู้ของชุมชนอย่างต่อเนื่อง และสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างได้ผล จึงเกิดแนวคิดการจัดการความรู้ของชุมชนท้องถิ่นโดยการเชื่อมต่อกับองค์การบริหารส่วนตำบลในพื้นที่ ด้วยการสร้างนักจัดการความรู้ท้องถิ่นในพื้นที่ ให้นักจัดการความรู้ท้องถิ่นเป็นเพื่อนคู่คิด ร่วมเรียนรู้ ค้นหาแกนนำในพื้นที่เป็นเพื่อนร่วมทาง และขยายผลในพื้นที่และนอกพื้นที่ เป็นการขยายพื้นที่เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ในชุมชน อีกทั้งประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคม ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาเพื่อขยายสู่พื้นที่ เพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ทั้งระดับบุคคล กลุ่ม องค์กร ชุมชน และเครือข่าย ขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาสถาบันการจัดการความรู้ของชุมชนท้องถิ่นร่วมกัน

การจัดการความรู้ในเรื่องใดๆ หรือการกระทำในเรื่องใดๆ ก็ตาม จะประสบผลสำเร็จต้องเริ่มต้นด้วยใจ ถ้าใจปิดกั้นเสียแล้วย่อมเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ ตัวอย่างของครูใหญ่หรือพ่อพิมพ์นักพัฒนาที่ประสบความสำเร็จ จะเป็นตัวอย่างที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ร่วมสร้างกระบวนการเรียนรู้ ทั้งผู้นำท้องถิ่น แกนนำชาวบ้าน ผู้ต้องทำงานเสียสละเพื่อส่วนรวม ต้องต่อสู้กับอุปสรรคนานับประการ ให้มีกำลังใจจากการชื่นชม ดีกว่ามุ่งสู่ผลลัพธ์ของงานแต่อย่างเดียว

ตัวอย่าง พงศ์ศักดิ์ หนุ่มใหญ่ชาวท่าเรือ เมืองนครศรีธรรมราช เข้าไปสืบค้นดึงความรู้ฝังลึกจากประสบการณ์ของเกษตรกรชาวท่าเรือ บอกเล่าออกมาเป็นความรู้ที่แจ้งชัด เกิดแรงบันดาลใจที่จะสร้างโรงเรียนเกษตรท่าเรือ มีมุมมองว่าตำบลท่าเรือมีของดีๆ มากมาย น่าจะค้นหาคนที่มีความรู้และกระทำเรื่องนั้นๆ อย่างจริงๆ จังๆ ยกตัวอย่างว่า คนเลี้ยงปลา คนปลูกมะพร้าว คนปลูกข้าว คนเลี้ยงวัว คนเลี้ยงหมู ที่มีอยู่มาก มาเป็นผู้ให้ความรู้ หรือเป็นครูภูมิปัญญาด้านการเกษตรให้ความรู้กับผู้อยากเรียนรู้ในเรื่องนั้นๆ ร่วมเรียนรู้ด้วยกัน เมื่อมานั่งพูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องนั้นๆ ให้มีคนบันทึกเรื่องราวไว้ ขุมความรู้ที่ได้ถูกบันทึกไว้เป็นเรื่องเล่าเล่มเล็ก ก็ถ่ายทอดคืนกลับสร้างความภาคภูมิใจให้กับครูภูมิปัญญา เพราะมีคนเห็นคุณค่า

เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของตามงคลกลองยาว แม่สำลีหมอยา ลุงป๊อกรำตัด หรือแม้กระทั่งยายปั่นขนมไทย รอยยิ้มและแววตาแห่งความสุขใจ ฉายชัดให้เห็นยามเมื่อถ่ายทอดเรื่องราวกับลูกหลานที่ซักถามด้วยความสนใจ ขนมโบราณที่ทำกันเดี๋ยวนี้ ไม่ค่อยจะมีขนมแบบโบราณ ของเก่าแก่จะสูญไป ยายก็พอใจภูมิใจที่เขาสนใจซักถาม เพื่อไม่ให้สิ่งมีค่าสูญหายไป เป็นต้น

กระบวนการที่กล่าวมา เรียกว่ากระบวนการสืบค้นสัมผัสชุมชน ถือว่าเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ชั้นยอดที่ช่วยฟื้นคืนศักดิ์ศรีและเชื่อมต่อมิติความเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน จัดเป็นห้องเรียนของเยาวชน และห้องเรียนเยาวชนเหล่านี้ค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่างขึ้นจากการเอื้ออำนวยและหนุนเสริมของนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ซึ่งบรรจุโครงการเข้าสู่แผนพัฒนาตำบล จัดสรรงบประมาณสร้างกิจกรรมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ไม่มีโรงเรียนที่ใดที่จะสอนหลักสูตรเช่นนี้ ที่เป็นการเรียนรู้ว่าถ้าทุกคนสามารถตั้งคำถามได้ ถ้าทุกคนรู้ว่าสิ่งที่เขาจะไปถามจะเข้าไปสู่กระบวนการเชิงวิเคราะห์ เด็กกลุ่มที่เรียนรู้เช่นนี้ เมื่อเติบโตขึ้นไป จะเป็นผู้นำชุมชน เป็นวิทยากรชุมชนได้ และสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในชุมชนซึ่งเป็นฐานรากของสังคม

การสร้างกระบวนการเรียนรู้ในชุมชนให้สำเร็จได้ ปัจจัยหนึ่งที่องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เห็นความสำคัญคือ การปลูกฝังกระบวนการเรียนรู้ในเด็กเล็ก เด็กตัวเล็กตัวน้อยเป็นความหวังของชุมชน หลาย อบต. เห็นความสำคัญ สนับสนุนให้เกิดห้องเรียนศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และห้องเรียน
พ่อแม่แบบธรรมชาติขึ้น ให้มีโอกาสมาพูดคุยทำความเข้าใจ ค้นหาเหตุปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก และร่วมมือกันหาแนวทางให้ลูกหลานเติบโตเป็นคนดี คนเก่ง ในอนาคต สานต่อท้องถิ่นให้เข้มแข็ง นอกจากนี้ ยังส่งเสริมสนับสนุนให้นำชุดความรู้จากภายนอกเข้ามาเรียนรู้ในชุมชน ให้ไปศึกษาแหล่งเรียนรู้ที่ได้รับการคัดสรรว่าเป็นแบบอย่างที่ดีเยี่ยม ตลอดจนให้ครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็กได้วิเคราะห์หลักการแนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และนำมาประยุกต์ใช้จัดการเรียนรู้ให้เด็กเล็ก เป็นบทบาทของครูในการพัฒนาเด็กเล็กคู่ขนานไปกับผู้ปกครอง

อย่างไรก็ดี ผู้นำชุมชนต้องเรียนรู้อยู่เสมอ จึงจะเกิดห้องเรียนธรรมชาติเช่นนี้ ซึ่งห้องเรียนธรรมชาติช่วยให้ทั้งสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ผู้นำท้องถิ่น และแกนนำท้องถิ่นมีโอกาสได้เปิดโลกทัศน์การเรียนรู้กับวิทยากรที่จัดการเรียนรู้ในรูปแบบที่หลากหลาย น่าสนใจ สร้างความพร้อมในการรับรู้ เรียนรู้ ฝึกคิดเชิงระบบและรู้จักตั้งคำถาม อีกทั้งยังเป็นห้องเรียนธรรมชาติที่ชักชวนชาวบ้านให้คิดวิเคราะห์ให้เห็นรากลึกของปัญหาและร่วมกันแก้ปัญหาและพัฒนาชุมชน ห้องเรียนธรรมชาติจึงเปรียบเสมือนเวทีประชาคมหมู่บ้าน เป็นสนามสะสมประสบการณ์ ให้เห็นคุณค่าในตน และเกิดความชัดเจนในบทบาทหน้าที่ที่รับผิดชอบ

การจัดการความรู้ของชุมชนท้องถิ่นใช้เป็นคู่มือในการสื่อสารของคนในชุมชนโดยมีเป้าหมายร่วมกัน เหมือนการสร้างนวัตกรรมทางสังคมเพื่อการพัฒนา เพื่อให้แกนนำชุมชนเกิดความรู้สึกฮึกเฮิม มีความรู้สึกว่าตนเองสามารถจัดการตนเองได้ และมีความสำนึกของการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง

ชุมชนจะเข้าใจการจัดการความรู้ด้วยการเรียนรู้ผ่านสถานการณ์จริงอย่างเนียนไปกับวิถีชีวิต มีการเรียนรู้ผ่านเทศกาลชุมชน เช่น งานลอยกระทงของตำบลวัดดาว อำเภอบางปะม้า จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นต้น โดยเริ่มต้นกลับไปทบทวนสิ่งที่ทำได้ดีแล้ว และสิ่งที่ควรปรับปรุงจากที่เคยทำ พร้อมวางแผนงาน กระบวนการเช่นนี้เป็นบทบาทหน้าที่ของผู้นำการจัดการความรู้ที่สร้างการมีส่วนร่วมจากทุกส่วนในชุมชน งานจึงดำเนินไปได้ด้วยดี สร้างความสุขกับชาวบ้าน ต่างภาคภูมิใจกับความสำเร็จ เมื่อได้กลับมาทบทวนสิ่งที่ทำร่วมกัน และคาดหวังให้งานในปีต่อไปดียิ่งขึ้นไปอีก สิ่งเหล่านี้กระตุ้นให้เกิดประกายแห่งพลังใจพร้อมที่จะทำเรื่องอื่นๆ เช่น การรื้อฟื้นประเพณีกำฟ้า บ้านโพธิ์ตะควน ให้ลูกหลานสืบทอดต่อไป เป็นต้น

กรณีตัวอย่างที่กล่าวมาเป็นการจัดการความรู้ในชุมชนโดยความร่วมมือของทุกส่วนในชุมชน เริ่มด้วยการลงพื้นที่สืบค้นข้อมูลกับผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชน ซึมซับถึงคุณค่าของประเพณีที่ดีงามที่ทำหน้าที่ยึดโยงความสัมพันธ์ของคนในชุมชน ชักชวนกันค้นหาแกนนำชุมชนที่มีใจ ตระหนักเห็นถึงคุณค่า มาร่วมคิดร่วมวางแผน โดยมีทุกส่วนในชุมชนเข้ามาร่วมเรียนรู้ไปกับการทำงานร่วมกัน แล้วความสุขความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นก็แทรกซึมทั่วทั้งหมู่บ้าน มองเห็นชาวบ้านยิ้มแย้มแจ่มใสกันทุกคน มองเห็นก็ดีใจ ปลื้มใจ ผู้นำก็เกิดกำลังใจได้เรียนรู้สิ่งที่ทำ มีแรงที่จะพัฒนางานให้ดีขึ้นไปอีก และยิ่งทุกคนมีส่วนร่วมกันทำงาน ก็ยิ่งคุ้มค่า ยิ่งเกิดการเรียนรู้เกิดประสบการณ์ยิ่งขึ้น หรือถ้าคนอื่นไปศึกษาเรียนรู้ ก็จะคิดได้ว่า ที่ผ่านมาเราขาดอะไร เราได้ประสบการณ์อะไรที่จะนำมาใช้ จึงจะพูดได้ว่าเราเกิดการเรียนรู้

แนวคิดการสร้างกระบวนการการจัดการความรู้ในชุมชนท้องถิ่นประยุกต์ใช้เทียบเคียงให้เกิดผลได้ดีในระดับหมู่บ้าน เช่น หมู่บ้านปางจำปี ตำบลห้วยแก้ว กิ่งอำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ดิน ป่า สายน้ำ ในระยะเวลาเพียงไม่ถึงปี จากการจัดการความรู้ของแกนนำชุมชน โดยแกนนำชุมชนได้เรียนรู้ ปรับฐานคิดและโครงสร้างการทำงานชุมชนสู่รูปแบบการจัดการความรู้โดยสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกส่วนในชุมชน มีการสรรหาคนในชุมชนตามความสนใจและความถนัดของแต่ละคนให้เข้ามาร่วมอาสาพัฒนาหมู่บ้านด้วยสำนึกรักท้องถิ่น โดยการนำของพ่อหลวงเมือง ฝึกแกนนำชุมชนให้ทำบทบาทของอำนวยการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้กับคนในชุมชน ใช้ความรู้ในชุมชนผนวกกับความรู้จากภายนอกเข้ามาเรียนรู้ ผสมผสานไปพร้อมกับการทำงาน โดยทุกดวงใจต่างมีเป้าหมายร่วมกันที่มุ่งไปสู่หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง สร้างความพอดี พออยู่พอกินและความสุขให้เกิดขึ้นในชุมชน

มีกรณีตัวอย่างบุคคล คือ ลุงไหม ผู้นำหมู่บ้านอุดมพัฒนา ตำบลศรีวิชัย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ได้มีโอกาสสัมผัสกระบวนการพัฒนาชุมชนปางจำปีด้วยการจัดการความรู้ ก็เริ่มมองเห็นแนวทางการทำงานพัฒนาหมู่บ้านของตนที่เป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้น ในวันนี้ของหมู่บ้านอุดมพัฒนา ชุมชนเริ่มรวมตัวกันเรียนรู้ มีลุงไหมทำหน้าที่เป็นลุงอำนวยการชั้นยอด เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน สร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นมากมายในชุมชน การเรียนรู้เหล่านี้เกิดขึ้นด้วยการเปิดใจ เปิดสมอง ลองทำ และก้าวออกจากความคุ้นชินของแต่ละบุคคล

เช่นเดียวกัน การจัดการความรู้ขององค์กร เมื่อมารวมกันเป็นกลุ่ม เป็นองค์กร จำต้องสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ร่วมกันและให้ใจกับองค์กรที่เปรียบเสมือนเป็นบ้านหลังที่สองที่สร้างความอบอุ่นมีส่วนร่วม กำหนดทิศทางเป้าหมายและช่วยกันคนละไม้ละมือเพื่อสร้างฝันให้เป็นจริง เป็นไปได้ที่การรวมกลุ่มอาจจะมีข้อโต้แย้งกันซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่หากใช้เวทีการพูดคุยกันได้เหมือนกับที่บ้านที่ต้องการให้มีความสุข ให้ที่ทำงานเหมือนเป็นบ้านหลังที่สองที่สร้างความสุขให้กัน ก็สามารถสร้างความสุขในการทำงานได้

นอกจากนี้ หากองค์กรร่วมเสริมสร้างการเรียนรู้ระดับเครือข่ายในรูปของตลาดนัดความรู้ ที่หลากหลายด้วยคนต้นแบบซึ่งมากด้วยประสบการณ์ พร้อมแบ่งปันความรู้ผ่านเรื่องเล่าจากความสำเร็จ มีคุณอำนวยการจัดการเรียนรู้ทำหน้าที่ซักถามเชื่อมโยงประเด็น กระตุ้นการถ่ายเทความคิดระหว่างกัน และมีคุณลิขิตคอยบันทึกเรื่องราว สกัดความรู้ สู่การยกระดับเป็นขุมความรู้ให้ปรากฏแจ้งชัด และนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงาน เกิดการเรียนรู้และยกระดับการพัฒนางาน

สรุปได้ว่า การเสริมสร้างการเรียนรู้ให้กับชุมชนในแบบฉบับการเรียนรู้ที่สนุก ได้เรื่องราว มีส่วนร่วม และมีคุณค่าที่เนียนไปกับวิถีชีวิต พร้อมทั้งมีแบบลงลึกเฉพาะพื้นที่ และแบบขยายผลในวงกว้าง จะก่อเกิดสถาบันการจัดการความรู้ของชุมชนท้องถิ่นขึ้น เห็นเป็นรูปเป็นร่าง มีผู้จัดการหรือผู้อำนวยการจัดการเรียนรู้ เกิดเครือข่ายผู้รู้ เกิดกิจกรรมการเรียนรู้ของชุมชนอย่างต่อเนื่อง และสั่งสมความรู้ที่หลากหลายมีคุณค่า นำไปใช้สร้างสรรค์ชุมชน และจัดการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนจนค่อยๆ คลี่คลายในที่สุด

การจัดการความรู้สู่การสร้างสังคมฐานความรู้นั้น เมื่อทำไปจนเป็นวิถีปฏิบัติ ก็จะเข้าเป็นระบบในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการทำงานเล็กๆ น้อยๆ หรือทำงานใหญ่ ซึ่งก็ต้องแบ่งเป็นงานเล็กงานน้อย แต่ที่สำคัญคือ จะต้องเข้าใจวิธีการจัดการความรู้และนำไปใช้ในระดับฐานรากของสังคม นั่นคือชุมชนท้องถิ่น หากสามารถสร้างกระบวนการจัดการความรู้ของชุมชนได้สำเร็จ ก็ทำให้ฐานรากมีความเข้มแข็ง

อ่านต่อ ตอนที่ ๗.๒

 

วิจารณ์ พานิช

๑๒ พ.ย. ๕๑