นานาทัศนะ : การจัดการความรู้เพื่อสร้างสังคมฐานความรู้ในภาคการศึกษา

ตอนที่ ๑ , ตอนที่ ๒ , ตอนที่ ๓ , ตอนที่ ๔, ตอนที่ ๕.๑, ตอนที่ ๕.๒,

 ตอนที่ ๖.๑, ตอนที่ ๖.๒, ตอนที่ ๗.๑, ตอนที่ ๗.๒, ตอนที่ ๘.๑

หนทางแห่งความสำเร็จของการจัดการความรู้

การนำการจัดการความรู้หรือ KM มาใช้เป็นเครื่องมือในการทำกิจกรรมหรือทำงานตามภารกิจตามบทบาทหน้าที่ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นขององค์กร จะประสบความสำเร็จได้นั้น จำเป็นต้องมีแนวทางหรือหนทางปฏิบัติสู่ความสำเร็จของการจัดการความรู้ ดังนี้

1) ต้องสร้างวัฒนธรรมองค์กรขึ้นมาใหม่ เป็นการบริหารจัดการในแนวราบ มีการเอื้ออำนาจและมอบอำนาจจริง ทั้งนี้เพราะการจัดการความรู้เป็นเรื่องใหม่

กล่าวได้ว่า วัฒนธรรมองค์กรเดิมๆ ที่เป็นองค์กรภาครัฐจะเหมือนกันหมด นั่นคือเน้นเรื่องการบังคับบัญชา ซึ่งไม่ใช่ให้ตัดทิ้งแต่ไม่ใช่จุดเน้น น่าจะเปลี่ยนจากควบคุม (control) มาเน้นเสริมพลัง สร้างแรงจูงใจให้มากขึ้น คือการเอื้ออำนาจและมอบอำนาจจริงๆ (empowerment) หากปรับเปลี่ยนเช่นนี้ จะช่วยให้ภาพโครงสร้างองค์กรจะค่อยๆ เป็นแนวราบ มากกว่าเป็นแนวดิ่งจากบนลงล่างที่มีแต่ก้มกับเงย วัฒนธรรม KM จะเป็นการบริหารจัดการแนวราบ ที่มีการเอื้ออำนาจและเกิดวงทำงานเล็กๆ อยู่มากมาย หากใช้ระบบนี้ ก็จะสามารถหมุนได้รอบตัวและหาเพื่อนหาเครือข่ายข้างเคียงได้ ดังเช่นการจัดมหกรรมตลาดนัดความรู้ก็เป็นวัฒนธรรมใหม่ ฉะนั้น ต้องค่อยๆ ปรับสภาพวัฒนธรรมเดิม และพยายามสร้างวัฒนธรรมขึ้นใหม่ อย่าเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือทีเดียว

2) ต้องสร้างให้เกิดวิสัยทัศน์ร่วม (share vision) ขององค์กร

ทุกคนเข้าใจวิสัยทัศน์ (vision) แต่คำว่าวิสัยทัศน์ร่วม (share vision) นั้น หัวใจของวิส้ยทัศน์ร่วมไม่ใช่เพียงแค่ร่วมกำหนดวิสัยทัศน์อย่างเดียว แต่ว่าทุกคนในองค์กรต้องร่วมตีความ ร่วมทำความเข้าใจซ้ำๆ จนเข้าใจลึกซึ้งถึงวิธีปฏิบัติ ดังเช่น ถ้าสมาชิกในองค์กร หรือโรงเรียน หรือสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตีความวิสัยทัศน์ และทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงวิธีปฏิบัติ จนกระทั่งว่า การบริหารงานยุคใหม่เรียกว่าให้สามารถทำได้ถึงแผนยุทธศาสตร์หรือแผนที่ความคิดขององค์กร มองเห็นตั้งแต่วิสัยทัศน์จนถึงผู้ปฏิบัติคนสุดท้ายว่าใครทำอะไรบ้าง ตรงนี้เป็นวัฒนธรรมองค์กรที่สำคัญ เพราะเชื่อว่าเมื่อทุกคนเข้าใจลึกซึ้งถึงวิธีปฏิบัติแล้ว เขาจะเกิดความรู้สึก พฤติกรรม ความเชื่อว่า สิ่งนั้นมีคุณค่า มีความสำคัญ เกิดสภาพความเป็นเจ้าของ แต่ที่ผ่านมา ผู้ปฏิบัติอาจมีความรู้สึกเป็นเจ้าของอยู่บ้าง แต่ยังไม่มาก ต้องทำให้เกิดสภาพความเป็นเจ้าของมากขึ้น สิ่งที่ตามมาคือ ความรู้สึกรัก เป็นเจ้าขององค์กร เป็นเจ้าของวิสัยทัศน์ สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญยิ่งต่อการนำการจัดการความรู้มาใช้ในองค์กรให้ประสบความสำเร็จ

3) ต้องสร้างความรู้และใช้ความรู้ในการทำงาน ซึ่งหัวใจสำคัญคือต้องสร้างบรรยากาศของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้

การจัดการความรู้หรือ KM จะเกิดขึ้นและเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพได้ในองค์กร ก็ขึ้นอยู่กับทรัพยากรมนุษย์ นั่นคือ บุคคลที่เข้ามาร่วมกิจกรรม ร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อสร้างความรู้ที่จำเป็นในการพัฒนางาน ทั้งนี้หัวใจของการใช้การจัดการความรู้คือการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และเน้นการจัดความสัมพันธ์ระหว่างคน ฉะนั้น อย่าไปติดอยู่กับคำว่า ความรู้ เพียงอย่างเดียว ต้องมองเรื่อง คน เป็นหลัก จัดความสัมพันธ์ระหว่างคนให้เขามีความสัมพันธ์ที่ดี มีบรรยากาศที่ดีว่าจะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประเด็นใด

สิ่งที่สำคัญมากของการนำการจัดการความรู้ไปใช้ในกิจกรรมอะไรก็ตาม คือ การจัดบรรยากาศสร้างสรรค์ บรรยากาศเชิงบวก จัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เกิดความรู้สึกที่ดี เกิดความสัมพันธ์ที่ดี ซึ่งเหมือนพูดง่าย แต่จริงๆ ทำยาก เวลาทำจริงๆ ต้องใช้ความอดทน โดยเฉพาะผู้บริหารหรือคุณเอื้อต้องเข้าใจเรื่องนี้ รับรู้รับทราบว่าผู้ปฏิบัติกำลังทำอะไร ส่วนคุณอำนวยหรือแกนนำก็ต้องคอยแนะนำ และคุณกิจหรือผู้ปฏิบัติทุกคนก็ต้องมีความมุ่งมั่น ตั้งใจ ร่วมมือกัน และที่สำคัญที่สุดคือต้องสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกันก่อน เพราะการใช้การจัดการความรู้นั้น เรื่องใจ ต้องมาก่อน กล่าวกันว่า เมื่อใจมา เวลามี เวทีเกิด นั่นคือถ้ามีใจที่จะทำ เวลาก็จะมีมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันและเวทีก็เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ อาจไม่ต้องเป็นทางการมากนักก็ได้

ตัวอย่างเช่น บริษัท ห้างร้านหรือภาคเอกชน อย่างร้านสุกี้ MK ที่ใช้เวทีตรงจุดไหนก็ได้ เช่น เวทีในร้านตอนเช้า ก่อนเปิดร้าน เป็นเวทีพูดคุยกันก่อนทุกวันว่าเมื่อวานมีอะไรที่บกพร่องบ้าง วันนี้จะพัฒนาตรงจุดไหนบ้าง อย่างนี้เป็นต้น หรือบางร้านที่มีพื้นที่ไม่มาก ก็อาจจัดมุมกาแฟและนัดหมายเจอกันอาทิตย์หนึ่ง กี่ครั้ง ฉะนั้น เมื่อใจมา เวลามี ก็ลองนัดหมายกัน เวทีก็จะเกิดเอง ตรงไหนก็ได้ แต่ ใจ ต้องมาก่อน มีบางคนบอกว่าไม่ได้ออกกำลังกายเลย ถามว่าทำไม บอกไม่มีเวลา ความจริงไม่ใช่ไม่มีเวลา เวลามี เพียงแต่ใจไม่มา

หัวใจของการจัดการความรู้ คือการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เมื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้แล้ว ก็ไปสู่การนำไปปฏิบัติ นำประเด็นที่พูดคุยได้ไปปฏิบัติเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้น เมื่อปฏิบัติแล้วก็บันทึกขุมความรู้ลงในคลังความรู้ ซึ่งบางประเด็นบางเรื่องอาจต้องทำซ้ำๆ จนกระทั่งได้สิ่งที่เรียกว่าแก่นความรู้หรือสมรรถนะการทำงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างการนำการจัดการความรู้ไปใช้ในชุมชน จังหวัดนครศรีธรรมราช เรื่องชุมชนเข้มแข็ง โดยนำการจัดการความรู้ไปใช้เป็นเครื่องมือในการทำเรื่อง ปุ๋ยหมัก ซึ่งถ้าทำปุ๋ยหมักให้ได้ผลดี ไม่ใช่ทำเพียงครั้งเดียว แต่จะต้องทำถึง 7 - 8 ครั้ง ฉะนั้น ก็จะรู้สูตรของหมู่บ้านนี้เรื่องการทำปุ๋ยหมัก เรียกว่า เป็นแก่นความรู้ของเรื่องนี้ ซึ่งอาจไม่เหมือนกับหมู่บ้านอื่นเพราะส่วนผสมอาจไม่เท่ากัน วัตถุดิบก็ไม่ใช่อย่างเดียวกัน แล้วแต่บริบท และรายละเอียดก็อาจแตกต่างกันไป แต่ว่าสามารถนำมาแลกเปลี่ยนกันได้ เกิดความรู้กว้างขวางขึ้น ซึ่งบางเรื่องนำไปประยุกต์พัฒนาเพิ่มเติมได้อีก เป็นต้น

อย่างไรก็ดี การได้มาของขุมความรู้และแก่นความรู้ในเรื่องหรือกิจกรรมใดๆ ก็ตาม จำเป็นต้องอาศัยความสามารถในการถอดความรู้จากการปฏิบัติกิจกรรมหรือเรื่องนั้น เนื่องจากเวลาปฏิบัติจริง จะมีรายละเอียดมาก จำเป็นจะต้องจับประเด็นให้ได้ว่า ทำสำเร็จได้อย่างไร มีวิธีปฏิบัติหรือความรู้ปฏิบัติ (how to) อย่างไร ต้องถอดความรู้ที่เป็นเทคนิควิธีปฏิบัติ บันทึกไว้เป็นขุมความรู้ และสังเคราะห์ว่าแก่นความรู้คืออะไร ซึ่งต้องมีการฝึกฝน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป เมื่อถอดความรู้ปฏิบัติแล้ว ก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการทำกิจกรรมได้ บางครั้งอาจใช้การเล่าเรื่องของความสำเร็จ และค่อยๆ จับประเด็นและถอดความรู้จากเรื่องเล่าออกมา และนำไปปรับใช้ต่อไป

4) ต้องสร้างการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นด้วยยุทธศาสตร์เชิงบวก คือ การสร้างแบบปฏิบัติที่ดี (best practice) และให้การยกย่อง ให้รางวัล

เมื่อใช้การจัดการความรู้จะไม่เริ่มต้นจากศูนย์ แต่จะเป็นการเรียนลัด นั่นคือ นำไปประยุกต์ใช้ต่อยอดเป็นแบบปฏิบัติที่ดีของตนเอง เหมือนดังว่ามาซื้อมาขายความรู้ในงานมหกรรมตลาดนัดความรู้ มีบางเรื่องเมื่อคนอื่นทำได้ดีแล้ว ก็ไม่ต้องไปเริ่มต้นศึกษาใหม่ แต่เรียนลัดโดยนำสิ่งที่คนอื่นทำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับองค์กร เมื่อทำไป ปรับไป ทำซ้ำๆ ก็จะเกิดแบบปฏิบัติที่ดี ทำได้แล้วก็นำมายกย่อง ให้รางวัล การจัดตลาดนัดความรู้ก็ถือว่านำมายกย่อง ให้โอกาสนำเสนอสิ่งดีๆ ทั้งยังเป็นการจัดกระบวนการแบ่งปันความรู้ มีการซื้อการขายความรู้เพื่อนำไปขยายผลในองค์กร เรียกว่าสร้างความเปลี่ยนแปลงด้วยยุทธศาสตร์เชิงบวก เปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น และมีบรรยากาศเชิงบวกสร้างสรรค์ ซึ่งการแบ่งปันความรู้กันอาจจะมองหาจากภายนอกองค์กรก็ได้ ไม่จำเป็นมองหาเฉพาะภายในองค์กรอย่างเดียว

5) ต้องจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทั้งเวทีจริงและเวทีเสมือน

เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ขององค์กรที่เรียกว่าเวทีจริง ประกอบด้วยคุณอำนวย ทำหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกและสร้างบรรยากาศให้เกิดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มีคุณกิจหรือผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการทำกิจกรรมหรือทำในเรื่องที่จะนำการจัดการความรู้เข้ามาใช้พัฒนา ซึ่งถ้ามีคุณกิจที่เก่งๆ ต่อไปก็สามารถพัฒนาเป็นคุณอำนวยที่จะช่วยขยายผลต่อได้อีก หรือคุณอำนวยก็อาจจะพัฒนาเป็นคุณเอื้อเป็นผู้บริหารได้เช่นกัน นอกจากนี้ มีคุณลิขิตหรือคุณกิจที่ทำหน้าที่เป็นผู้บันทึกรายละเอียดความรู้ที่เกิดจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สิ่งเหล่านี้เรียกว่า ทีมจัดการความรู้หรือทีมเรียนรู้ (learning team) ซึ่งต้องมีการฝึกคนให้เป็นคุณอำนวยและสร้างคุณกิจ เป็นทีมที่จะต้องสร้างความเชื่อมโยงกับเครือข่ายอื่น อย่างไรก็ดี ถ้าคุณอำนวยมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีการสื่อสาร หรือ ICT ก็อาจจะเปิดบล็อกเพื่อแลกเปลี่ยนกับคนอื่นได้ เรียกว่าเปิดเวทีเสมือน จากนั้นค่อยแนะนำให้คุณกิจเปิดบล็อกเช่นเดียวกัน ฉะนั้น เห็นได้ว่าคุณอำนวยมีบทบาทสูงในเรื่องการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทั้งเวทีจริงและเวทีเสมือน

6) ต้องให้การจัดการความรู้เป็นเครื่องมือในการพัฒนางานและเนียนอยู่ในเนื้องาน

การใช้การจัดการความรู้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพการทำงาน จะได้ประโยชน์ได้กำไรหลายชั้น คือ เครื่องมือการจัดการความรู้สามารถพัฒนาคนผ่านการทำงานในกิจกรรม เรียกว่านำการจัดการความรู้มาใช้พัฒนางานและเนียนอยู่ในเนื้องาน หรืองานประจำที่ทำกันตามปกติบนพื้นฐานโครงสร้างองค์กรหรือตามบทบาทหน้าที่ ลักษณะการทำการจัดการความรู้เช่นนี้ ไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณขององค์กร เพราะเนียนอยู่ในเนื้องาน และเป็นกระบวนการพัฒนาคนผ่านการทำงาน นั่นคือพัฒนาทั้งคนทั้งงาน พร้อมกันไป งานก็มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น มีผลสัมฤทธิ์มากขึ้น ส่วนคนก็มีสมรรถนะ (competency) เพิ่มขึ้น

ที่สำคัญนอกเหนือจากการพัฒนาคนและพัฒนางาน สิ่งที่จะได้ประโยชน์อย่างมาก คือ บุคลากรขององค์กรเกิดทักษะในการใช้ความรู้ในการปฏิบัติงาน ซึ่งการใช้ความรู้จำเป็นต้องมีการแสวงหาความรู้เพิ่มเติม ไม่ใช่ทำแต่งานประจำตลอดทั้งปี ตรงนี้จะช่วยพัฒนาให้เกิดทักษะและความเคยชินกับการหาความรู้เพิ่ม และนำความรู้มาปรับปรุงพัฒนางานเพื่อให้ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถ และทักษะในการเรียนรู้จากผู้อื่น และแบ่งปันความรู้ให้คนอื่นด้วย เพราะต้องเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เมื่อรับความรู้ก็ต้องแบ่งปันความรู้ให้คนอื่นด้วย

ขณะเดียวกัน มีการพัฒนาทักษะการใช้ภาษาด้านสุนทรียสนทนา เพราะเป็นทักษะที่จำเป็นต้องใช้เมื่อมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทั้งนี้จะสร้างกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้ จะต้องสร้างบรรยากาศให้บุคลากรในองค์กรเกิดความประทับใจ (appreciate) กันและกันก่อน และต้องประทับใจองค์กร ฉะนั้น ต้องเริ่มด้วยความประทับใจกันก่อน ร่วมกันสร้างวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์หลักที่ต้องทำคืออะไร มีจุดเน้นทำอะไร แผนงาน โครงการ กิจกรรมที่ทำมีรายละเอียดอะไรบ้าง จากนั้นจึงจะเกิดการใช้สุนทรียสนทนาในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้

นอกจากนั้น ยังมีการพัฒนาทักษะการฟังอย่างลึกซึ้ง (deep listening) ซึ่งเป็นทักษะย่อยๆ และพัฒนาทักษะอื่นๆ อีกมากมายให้เกิดขึ้นกับบุคลากรในองค์กร ดังที่ นายแพทย์ประเวศ วะสี กล่าวไว้ว่า จะเกิดทักษะที่เรียกว่า กระบวนการทางปัญญา คือ (1) สังเกต (2) บันทึก ซึ่งทักษะนี้ถือเป็นจุดอ่อนของสังคมไทย ถึงแม้จะพูดเสมอว่าสังคมไทยเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ แต่ก็ยังมีคำถามว่าเป็นจริงเช่นนั้นหรือ เพราะคนส่วนใหญ่มักชอบใช้การบอกเล่า แต่ไม่ชอบบันทึก (3) ฝึกนำเสนอ ยกตัวอย่าง อาจให้เล่าเรื่องการทำงาน หรือเล่าเรื่องประสบการณ์ความสำเร็จ หรือเล่าวิธีปฏิบัติที่ดี (best practices) ที่ประสบความสำเร็จในการทำงานเรื่องนั้นๆ หมุนเวียนกันไปและกำหนดเวลาให้ ก็จะมีการเตรียมเรื่องเล่ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันและกัน (4) ฝึกตั้งคำถามและหาคำตอบ (ปุจฉา วิสัชนา) ซึ่งเป็นทักษะที่ยากกว่านำเสนอ เพราะไม่ใช่ว่าเปิดตำราหรือฟังเรื่องราว แล้วจะถามได้ตรงประเด็น เพราะบางครั้งไม่รู้จะถามอะไร หรือถามไปคนละเรื่องเดียวกัน ตอบไม่ถูก ฉะนั้น เด็กที่เกิดข้อสงสัยและตั้งคำถาม ก็อย่ารำคาญ เพราะแสดงว่าเด็กเก่ง (5) ฝึกตั้งสมมติฐาน เมื่อตั้งสมมติฐาน นั่นคือความรู้ยังไม่มี ก็จะต้องวิจัยหาความรู้ใหม่ขึ้นมา ใช้หลักการวิจัยหาความรู้ใหม่ในเชิงลึกนั่นเอง (6) สังเคราะห์ความรู้เป็นองค์รวม การรู้เรื่องใดๆ ในเชิงลึกเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ จำต้องสังเคราะห์ความรู้เรื่องนั้นๆ เป็นองค์รวมให้ทุกคนสามารถรู้ได้หลากหลาย (7) ฝึกเขียน การบันทึกกับการเขียนไม่เหมือนกันทีเดียว เมื่อพบอะไรก็บันทึกไว้ แต่การเขียนคือประมวลประสบการณ์ของประเด็นหรือเรื่องนั้นๆ ทั้งหมด นั่นคือการทำขุมความรู้และแก่นความรู้นั่นเอง

ที่กล่าวมาเป็นส่วนหนึ่งของทักษะที่เกิดจากการใช้การจัดการความรู้เป็นเครื่องมือในการทำกิจกรรมหรือทำงานต่างๆ หากใช้บ่อยๆ ก็จะเกิดความชำนาญยิ่งขึ้น

ประสบการณ์ตัวอย่าง: หลักการและแนวการใช้การจัดการความรู้ในชุมชน

อย่างไรก็ดี มีประสบการณ์การใช้การจัดการความรู้ของชุมชนเข้มแข็งในจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ตนเองทำในบทบาทของผู้ว่าราชการจังหวัด นั่นคือ มีเป้าหมายที่จะสร้างสังคมฐานความรู้โดยนำการจัดการความรู้เข้ามาใช้เป็นเครื่องมือสร้างชุมชนเข้มแข็ง ซึ่งงานนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ หากทำกันมา 20 - 30 ปีมาแล้ว เพียงแต่มีปัญหาที่ไม่มีความยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม เชื่อกันว่าถ้าจะสร้างชุมชนที่เข้มแข็งอย่างสมบูรณ์และยั่งยืน ต้องมีการจัดการความรู้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ชื่อของชุมชนเข้มแข็งอย่างสมบูรณ์และยั่งยืน เรียกสั้นๆ ว่า ชุมชนอินทรี แปลว่า รวมตัวหรือแข็งแรง ชุมชนอินทรีไม่ใช่ชุมชนปุ๋ยหมัก หากทว่าใหญ่กว่านั้น เปรียบเหมือนกับร่างกายของคนเราประกอบด้วย ดิน น้ำ ลม ไฟ มารวมตัวกันเป็นคน ฉะนั้น ชุมชนอินทรีจึงหมายถึงการรวมตัวและเข้มแข็ง โดยกำหนดเกณฑ์กว้างๆ ของรูปแบบชุมชนเข้มแข็งอย่างสมบูรณ์และยั่งยืนว่ามีองค์ประกอบหลัก 5 ประการ ดังนี้

ประการที่ 1 ควรมีแผนแม่บทชุมชนพึ่งตนเอง เรียกว่าเป็นแผนชุมชนก็ได้ ไว้เป็นเครื่องมือทำงาน เพราะจากประสบการณ์ในการทำงานพัฒนาชุมชน เมื่อทำแผนแม่บทชุมชนพึ่งตนเองสำเร็จ แรกๆ ชุมชนจะไม่ค่อยให้ความสนใจ แต่ที่ต้องทำเพราะผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งการ แต่หลังจากนั้น ถ้าให้ความสำคัญกับแผนแม่บท โดยขอให้ชุมชนจัดทำแผนการพัฒนาชุมชนอย่างน้อยปีละครั้ง หรือให้ทบทวนแผนชุมชนทุกปี ก็จะทำให้แผนแม่บทมีการเคลื่อนไหวตัวเองตลอดเวลาเหมือนกับระบบข้อมูลในคอมพิวเตอร์ เพราะถ้าไม่มีการเคลื่อนไหวเลย ก็จะไม่มีประโยชน์และไม่เป็นปัจจุบัน จึงต้องกระตุ้นให้ชุมชนจัดทำแผนชุมชนและเพิ่มเติมการพึ่งตนเองและความพอเพียงเข้าไป ให้ชุมชนร่วมกันจัดทำแผนแม่บทชุมชนพึ่งตนเองและพอเพียงว่าจะให้มีกิจกรรมอะไรบ้าง เติมมาทั้งหมด และมีจุดเน้นกิจกรรมเล็กๆ เป็นเรื่องง่ายๆ ที่ชุมชนสามารถทำได้เอง เช่น การปลูกพืชผักและผลไม้ ระบุชนิดและประเภท เช่น ปลูกพริกขี้หนู ปลูกมะเขือ แต่ละเรื่องกำหนดจำนวนบุคคลที่จะทำไว้ด้วย ชาวบ้านก็จะได้ฝึกทำด้วยตัวเองและเป็นลักษณะพึ่งตนเอง เมื่อคนภายนอกเข้ามาเห็นชุมชนพึ่งตนเองได้ ฉะนั้น เมื่อขาดอะไร ก็พร้อมจะให้การช่วยเหลือได้ชัดเจน

ประการที่ 2 ต้องใช้การจัดการความรู้ในการทำกิจกรรมชุมชนพึ่งตนเอง การจัดทำแผนแม่บทชุมชนพึ่งตนเองต้องมีกิจกรรมเป็นแผนงานโครงการ เวลาจะทำกิจกรรมอะไรก็ตาม ก็ต้องแบ่งมอบหน้าที่ และมานั่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน (knowledge sharing) เช่น หมู่บ้านหนึ่งกำหนดเป้าหมาย (knowledge vision) ไว้ว่า ภายใน 6 เดือน จะทำปุ๋ยหมักให้ได้กี่ตัน ตรงนี้เรียกว่ากำหนดโจทย์แล้ว ก็มานั่งปรึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันว่า ต้องใช้ความรู้อะไร ใครรู้อะไร และจะทำให้สำเร็จต้องใช้วิธีปฏิบัติอย่างไร ใครชำนาญจะทำโรงปุ๋ย ใครจะไปเอาขี้ค้าวคาว ใครจะหมักปุ๋ย เป็นต้น จากนั้นก็แบ่งหน้าที่กัน และแลกเปลี่ยนว่าแต่ละเรื่องต้องใช้ความรู้อะไรบ้าง แลกเปลี่ยนความรู้กัน ถ้าไม่มีก็จำเป็นต้องไปหาเพิ่มเติมอย่างนี้ วางแผนจะไปหาอย่างไร เป็นต้น

ประการที่ 3 ต้องมีคณะผู้นำที่เข้มแข็งอย่างมีคุณภาพและมีการสืบทอด ชุมชนต้องมีผู้นำและสามารถจัดการให้ชุมชนร่วมกันจัดทำแผนแม่บทชุมชนพึ่งตนเอง พร้อมกับมีคณะผู้นำอย่างเข้มแข็ง มี คุณภาพ และมีการสืบทอดการพัฒนากิจกรรมตามแผนแม่บทเพื่อจะได้เกิดความยั่งยืน มีหลายชุมชนที่มีความเข้มแข็งพึ่งตนเองได้ พอเวลาผ่านไป กลับมาดูอีกครั้งก็หมดแรงทำ เงียบไปทั้งหมู่บ้าน พอเยาวชนคนรุ่นใหม่เข้ามาสืบทอดก็สามารถเข้มแข็งและยั่งยืนได้ ยิ่งถ้ามีคณะผู้นำหลายคนที่เข้มแข็งและมีคุณภาพ ก็ยิ่งดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ ระบบการจัดการความรู้จะไม่ทำในลักษณะแนวดิ่งหรือสั่งการจากบนลงล่าง หากแต่จะพยายามทำในลักษณะความร่วมมือในแนวราบ

ประการที่ 4 ต้องมีกลุ่มและมีการเงินเป็นของตัวเอง ชุมชนพยายามรวบรวมเป็นกลุ่มออมทรัพย์ก็ดี กลุ่มสหกรณ์ก็ดี เป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย เช่น กลุ่มปุ๋ยหมักก็มีกองทุนปุ๋ยหมัก กลุ่มอาสาสมัครหมู่บ้านก็มีกองทุนอาสาสมัครหมู่บ้าน กลุ่มแม่บ้านก็มีกองทุนแม่บ้าน เป็นต้น อย่างไรก็ดี ความสามารถพึ่งตนเองได้จะต้องเน้นฐานคิดพึ่งตนเองก่อน เช่น โรงปุ๋ยหมักทำมาแล้ว 2 ปี เริ่มที่จะผุพัง จำเป็นต้องซ่อม ต้องซื้อตะปู ซื้ออุปกรณ์อื่นๆ จะทำอย่างไร จะเขียนโครงการขอเงินใคร ก็เขียนไม่ได้ ต้องใช้เงินทุนเล็กๆ น้อยๆ ของตนเอง เมื่อคนอื่นมาเห็นความเข้มแข็ง ก็จะมาเติมเต็มให้ ระบบเช่นนี้จะทำให้ชุมชนเข้มแข็ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคือ องค์การบริหารส่วนตำบล หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัด หรืออาจเป็นเทศบาล ก็จะเข้ามาเชื่อมต่อการพัฒนาชุมชนเข้มแข็งยิ่งขึ้น แม้กระทั่งกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ หรือภาคเอกชนก็จะเข้ามาช่วย ซึ่งอาจวางแผนปูพรมลงไปหลายๆ ชุมชน หลายๆ หมู่บ้าน กำหนดจำนวนไว้ในแต่ละปี และศึกษาหารูปแบบการพัฒนาชุมชนเข้มแข็งด้วยการใช้การจัดการความรู้เข้าไปทำกิจกรรมของชุมชน พัฒนาเป็นรูปแบบที่ดีที่สุด ที่เรียกว่า best practice และขยายผลให้เต็มพื้นที่

ประการที่ 5 ต้องพัฒนาทีมเรียนรู้ในชุมชน ประกอบด้วยคณะผู้นำ คือคุณอำนวยหรือแกนนำของทุกหมู่บ้าน ซึ่งนับเป็นหัวใจสำคัญของชุมชน มีคุณกิจแกนนำที่ทำหน้าที่ไปสร้างสัมพันธ์กับหัวหน้าครอบครัวของทุกบ้านในหมู่บ้านอีกทอดหนึ่ง ฉะนั้น เวลาทำประชาคมหรือแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเรื่องใดๆ ก็จะง่าย คณะผู้นำหรือคุณอำนวยหรือแกนนำของตำบล/ชุมชน ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ทั้งครู พัฒนากร เกษตร สถานีอนามัย องค์การบริหารส่วนตำบล ฯลฯ ตำบลหนึ่งอาจมีคณะคุณอำนวยประมาณ 5 7 คน รับผิดชอบทุกหมู่บ้านในตำบลนั้น คอยแนะนำและเป็นพี่เลี้ยงให้ ถ้าคุณอำนวยเข้มแข็ง กระตุ้น สนับสนุนกันดีๆ ชุมชนก็จะมีกำลังใจและให้ความร่วมมือ อยากทำให้ชุมชนเข้มแข็ง ส่วนคุณกิจในทุกวงการก็ต้องมีใจที่จะทำ แต่จะให้มีใจได้ ก็ต้องมีคุณอำนวยที่ตั้งใจ มีคุณเอื้อที่รับรู้ว่าลูกน้องทำอะไร

สรุปว่า องค์กรการศึกษาต้องนำหลักการกว้างๆ ของการจัดการความรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับบริบทขององค์กร และมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างทรัพยากรมนุษย์ให้มีลักษณะเป็นผู้เรียนรู้เพื่อไปสู่การสร้างสังคมฐานความรู้ ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญและเป็นปัจจัยของสังคมที่ใหญ่ที่สุดของการสร้างสังคมฐานความรู้ คือ ทรัพยากรมนุษย์ ฉะนั้น องค์กรการศึกษาต้องทำหน้าที่สร้างทรัพยากรมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรในระบบ นอกระบบ มหาวิทยาลัยชีวิต ชุมชน และองค์กรอื่นๆ ในสังคม ก็ต้องทำหน้าที่สร้างทรัพยากรมนุษย์ด้วยเช่นกัน องค์กรดังกล่าวล้วนมีบทบาทในการสังคมฐานความรู้ได้ด้วยระบบของการใช้การจัดการความรู้เป็นเครื่องมือในการทำกิจกรรมเรียนรู้ขององค์กรเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เมื่อก้าวสู่สังคมฐานความรู้แล้ว ทรัพยากรมนุษย์ก็เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ก้าวต่อไปก็สามารถขยับเข้าสู่สังคมโลกปัจจุบัน สังคมเศรษฐกิจฐานความรู้ สามารถดำรงอยู่ในโลกได้โดยไม่เดือดร้อนมาก และค่อยๆ พัฒนาขึ้นไป แสวงหาความรู้เพิ่มเติม หรือต่อยอดความรู้ใหม่ๆ ให้เท่าทันสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ ตรงนี้กล่าวได้ว่าสามารถใช้การจัดการความรู้เข้ามาเป็นเครื่องมือพัฒนา แสวงหา และต่อยอดความรู้นั่นเอง

 

วิจารณ์ พานิช

๑๒ พ.ย. ๕๑