นานาทัศนะ : การจัดการความรู้เพื่อสร้างสังคมฐานความรู้ในภาคการศึกษา

ตอนที่ ,ตอนที่ , ตอนที่ , ตอนที่, ตอนที่๕.๑, ตอนที่๕.๒,

 ตอนที่๖.๑, ตอนที่๖.๒, ตอนที่๗.๑, ตอนที่๗.๒, ตอนที่๘.๑. ตอนที่๘.๒

ตอนที่๙.๑, ตอนที่๙.๒, ตอนที่๙.๓ , ตอนที่๙.๔, ตอนที่ ๙.๕, ตอนที่ ๙.๖

2. ผลสรุปสาระการเรียนรู้

                       ผลสรุปสาระการเรียนรู้จากกิจกรรมหลักที่จัดในตลาดนัดการจัดการความรู้ ทั้ง 4 ภูมิภาค สรุปได้ดังนี้

                             - นโยบายและข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาประสิทธิภาพขององค์กรทางการศึกษา
จากประธานเปิดงาน ซึ่งมีเลขาธิการสภาการศึกษา ดร.อำรุง  จันทวานิช รองเลขาธิการสภาการศึกษา
นายนพพร  สุวรรณรุจิ และรองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดร.สมเกียรติ ชอบผล สาระการเรียนรู้ที่ได้รับจากประธานทั้ง 3 ท่าน ในตลาดนัด 4 ภูมิภาค คือ

                             1) โครงการวิจัยฯ มีผลงานในเชิงปริมาณที่ประมวลได้จากผลงานที่นำเสนอในกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งจากนิทรรศการ

                             2) เป้าหมายของการเพิ่มประสิทธิภาพองค์กรในโครงการมีหลากหลาย เริ่มจากโจทย์ปัญหาในการทำงานที่องค์กรร่วมกันกำหนด และมีการแก้ปัญหาด้วยการจัดการความรู้ตามภาระงานนั้นๆ หลายองค์กรดำเนินการจัดการความรู้ได้จนถึงขั้นการกำหนดตัวบ่งชี้ เกณฑ์การประเมินผลตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้

                                       3) ลักษณะการพัฒนาประสิทธิภาพประสิทธิผลของการทำงาน ส่วนใหญ่มี 2 ลักษณะคือ การเน้นหลักทฤษฎี ซึ่งอาจให้ผลที่ไม่ยั่งยืน หรือเป็นผลงานในระยะสั้น และการเน้นแผนยุทธศาสตร์ ใช้ความปรารถนาดี ความคิดแบบสามัญสำนึก การจัดการความรู้เป็นเครื่องมือที่สามารถผสมผสานลักษณะการพัฒนาทั้ง 2 แบบ หรือมากกว่า KM จึงเป็นจุดร่วมของการพัฒนาได้หลากหลายแนวทาง

                             4) ขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการกำลังดำเนินงานตามนโยบายเร่งรัด 3 เรื่อง คือ การพัฒนาคุณภาพการศึกษาโดยรวม การพัฒนาคุณภาพการศึกษาในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ที่มีปัญหาความมั่นคง และการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็กทั่วประเทศ  แนวทางการยกระดับประสิทธิภาพองค์กรด้วยการจัดการความรู้ที่ดำเนินการอยู่ และนำเสนอในมหกรรมตลาดนัดระดับภูมิภาคนี้ มีคำตอบทั้งเชิงนโยบาย มาตรการ และบทเรียนต่างๆ ให้กระทรวงศึกษาธิการได้

                             5) หลักการและแนวทางการจัดการความรู้สอดคล้องหรือเป็นเส้นทางเดียวกันกับการกำหนดนโยบายจากฐานความรู้และข้อมูลเชิงประจักษ์ หรือ Evidence Based Policy ซึ่งยึดหลัก
1) ความรู้และประสบการณ์ที่บุคลากรในองค์กรมีอยู่ 2) ความเชื่อว่าปฏิบัติการยาวนานนำไปสู่การเกิดทักษะและความรู้ฝังลึกในองค์กร 3) การตัดสินและการวัดคุณค่าของงาน พิจารณาจากประสบการณ์ที่สะสมมายาวนานและความรู้เพียงพอของบุคลากรในองค์กร และ 4) ความเชี่ยวชาญจากนอกองค์กรมีความสำคัญเช่นกัน

                                       6) การพัฒนาคุณภาพการศึกษาต้องการการดูแลนักเรียนเป็นรายบุคคล โดยเฉพาะที่มีปัญหาและความต้องการ การจัดการความรู้น่าจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยพัฒนาครูและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้

                             7) กระทรวงศึกษาธิการยังไม่เคยมีการศึกษาความสำเร็จหรือผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนตามเพศ เช่นที่ประเทศอังกฤษเคยศึกษา พบว่า นักเรียนหญิงเก่งกว่านักเรียนชาย ทั้งที่ระดับสติปัญญาไม่ต่างกัน ผลการวิจัยชี้ว่าที่เป็นดังนี้ เพราะหลักสูตรและกิจกรรมการเรียนการสอนเหมาะกับนักเรียนหญิงมากกว่านักเรียนชาย กระทรวงศึกษาธิการกำลังพิจารณาเกี่ยวกับการปรับหลักสูตร ปรับเกณฑ์การจบ และการลดอัตราส่วนการมีครูผู้หญิงมากกว่าครูผู้ชาย ซึ่งพบว่าทำให้ผลการพัฒนาบุคลิกภาพของนักเรียนเป็นปัญหามากสำหรับนักเรียนชาย

                             8) ในปีการศึกษา 2551 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จะศึกษาวิจัยว่า สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาใดมีความพร้อมด้านวิชาการ การบริหารจัดการ และบุคลากร ฯลฯ ก็จะจัดสรรงบประมาณให้เป็นก้อนเพื่อไปดำเนินงานด้วยตนเอง

                             ס สาระการเรียนรู้จาก ปาฐกถาพิเศษ การจัดการความรู้เพื่อสร้างสังคมฐานความรู้ ที่ได้รับจากองค์ปาฐก 4 คน สามารถสรุปเป็นประเด็นหลักๆ ดังนี้

                             1) สังคมฐานความรู้ คือสังคมอุดมปัญญา เป็นสังคมที่มีความรู้ใช้งานได้เหมาะสม มีปัญญาที่จะเข้าถึงความจริงได้

                             2)   การบูรณาการ KM กับงานนำไปสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization: LO) องค์กรจะเปลี่ยนไปตามสังคมที่เปลี่ยน ขณะนี้สังคมต้องการความรู้ ต้องการปัญญา องค์กรที่เรียนรู้ตลอดเวลาจึงเปรียบเหมือนผืนนา และ KM เหมือนต้นข้าวพันธุ์ดีให้เม็ดข้าวงาม ให้งานดีๆ

                             3) การนำการจัดการความรู้มาประยุกต์ใช้กับงานทางด้านสังคมเป็นการสร้างความรู้เชิงปัญญาปฏิบัติ เพราะ KM ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาวิธีคิด วิธีทำงานพร้อมการเรียนรู้เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม มีการใช้ความรู้ที่สร้างใหม่ หรือต่อยอดความรู้เก่าที่มีการเล่าสู่กันฟังและการเก็บในธนาคารหรือคลังความรู้ขององค์กร

                             4) การจัดการความรู้คือ การปฏิบัติ เหมือนขี่จักรยาน ความรู้คือ ขี่จักรยานได้ จึงต้องฝึกขี่ให้เป็นโดยไม่เกร็ง ไม่มีรูปแบบ เช่น ขี่จักรยานปล่อยมือได้ หรือแบบอื่นๆ ตามความชำนาญ ที่ปรับเข้ากับสภาพแวดล้อม กระแสลม ถนน และสภาพคนขับขี่ การจัดการความรู้ได้จัดวางความรู้จากการปฏิบัติหรือความรู้ฝังลึก (tacit knowledge) เป็นฐานราก เป็นฐานอาคาร เป็นเสาเข็ม เป็นคาน ซึ่งต้องทำให้แน่น ตัวอาคารเป็นต่อยอด มียอดมากมาย การจัดการความรู้ต้องช่วยวางฐานรากให้แน่น จึงจะต่อยอดให้ดีกว่า และแข่งขันได้1

                             5) การจัดการความรู้เป็นเครื่องมือใช้ได้ในทุกวงการ ช่วยให้คนทำงานเรียนรู้ตามแก่นสมรรถนะหรือแก่นความรู้ (core competence) ตรงกับภารกิจหลัก การนำแก่นสมรรถนะหรือแก่นความรู้ที่เป็นความรู้ฝังลึก (tacit knowledge) ของผู้อื่นที่เป็นความรู้เปิดเผยแล้ว (explicit knowledge) ไปใช้ต่อ โดยปรับเป็นวิธีทำงานที่เหมาะสมกับตนเองและให้เกิดผลเป็นความรู้ฝังลึกใหม่ในคนใหม่ แล้วสังเคราะห์ต่อ ถ้าทำได้หลายๆ รอบ  หลายๆ คน เ กิดเป็นวิธีการที่เป็นเลิศหรือแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด (best practices) KM จึงเป็นการช่วยสร้างความรู้ตามการปฏิบัติจริง มีการถอดความรู้ความสำเร็จออกมา สังเคราะห์ต่อแล้วนำเสนอเป็นมาตรฐานแนวทางการปฏิบัติ (standard operational precedure) หากมีความผิดพลาดก็สามารถถอดความรู้ออกมาเป็นบทเรียน (lesson learned) ได้

                             6) การใช้การจัดความรู้ ผู้ใช้ต้องตอบให้ได้ก่อนว่าจัดการความรู้ไปเพื่ออะไร จึงมีการสร้างวิสัยทัศน์หรือการกำหนดทิศทางของการจัดการความรู้ร่วมกัน จากนั้นเป็นเรื่องของการจัดระบบความสัมพันธ์ที่ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ นั่นคือความสัมพันธ์ระหว่างคนที่รู้จักแบ่งปัน ช่วยเหลือ

เกื้อกูลกันและกัน การจัดการความรู้จึงเป็นการจัดการความสัมพันธ์ที่ช่วยสร้างวัฒนธรรมองค์กรใหม่ให้เปลี่ยนจากการสั่ง การคุม เป็นการเอื้ออำนาจ (empowerment) ภาพโครงสร้างทางดิ่งจะลดลง เปลี่ยนการก้มและเงย  เป็นหมุนรอบตัวหาเพื่อน จึงเป็นภาพโครงสร้างแนวราบมากขึ้น

                             7) การจัดการ การจัดการความรู้ ต้องจัดการเป็น ทั้งการจัดเงิน จัดคน จัดของ จัดกิจกรรม และกระตุ้นให้คนทำงานด้วยใจ เมื่อใจมา เวลามี เวทีเกิดโดยธรรมชาติ          

                             8) การจัดตลาดนัดความรู้ เป็นกิจกรรมหรือพื้นที่ที่กลุ่มคนเอาสินค้า หรือเรื่องเล่าจากความสำเร็จที่มีความรู้แฝงอยู่มาร่วมแลกเปลี่ยนกัน ตลาดนัดจึงมีการซื้อการขายกัน ใครขายใครซื้อได้มากก็เป็นคนเก่งที่จะเอาขุมความรู้ที่ซื้อขายกันไปประยุกต์ใช้ โดยเลือกเบอร์ เลือกขนาดให้เหมาะกับตนเอง         

                             โดยสรุปโครงการวิจัยฯ ได้เชิญองค์ปาฐกที่มีประสบการณ์ตรงที่แตกต่างกันในการใช้ KM พัฒนางานของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคท้องถิ่น หรือภาคประชาชน แต่สาระความรู้ที่ได้เกี่ยวกับหลักการ แนวคิด และแนวทางของการจัดการความรู้อยู่บนฐานเดียวกัน คือ การให้ความสำคัญกับ คน  และ กระบวนการ เป็นหลัก มีการใช้ เทคโนโลยี เป็นส่วนสนับสนุน

                             ס  สาระการเรียนรู้จากการเสวนา ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการจัดการความรู้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพขององค์การการศึกษาจากแกนนำนักจัดการความรู้ขององค์กรเป้าหมายการวิจัย สามารถสรุปเป็นประเด็นหลักๆ ที่ได้จากเวทีในตลาดนัดทั้ง 4 ภูมิภาค ดังนี้

                             1) หลักของการจัดการความรู้ ประกอบด้วย

                                          1.1 การดำเนินการใช้ KM ร่วมกันโดยผู้ปฏิบัติงานในองค์กร หรือหน่วยงานย่อยขององค์กร

                                          1.2 การจัดการความรู้เป็นการเรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่ม

                                          1.3 เป็นการพัฒนาบุคลากรผ่านทีมแกนนำนักจัดการความรู้  

                             2) ยุทธศาสตร์การนำ KM ไปประยุกต์ใช้ในการยกระดับคุณภาพของงานในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษาที่เป็นไปในแนวเดียวกัน คือ

                                          2.1 ยุทธศาสตร์การผสมผสานระหว่างความรู้เชิงทฤษฎีและความรู้ที่เกิดจากการปฏิบัติ/ ประสบการณ์

                                          2.2 ยุทธศาสตร์การมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ และการร่วมกิจกรรมพัฒนาอันนำไปสู่การเกิดวิธีทำงานเป็นทีม

                                          2.3 ยุทธศาสตร์การสร้างและพัฒนาเครือข่าย สำหรับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามีจุดเน้นเพื่อให้เป็นเวทีสำหรับการปฏิบัติงานร่วมกันในพื้นที่ และการเผยแพร่ขยายผล ส่วนสถานศึกษาเป็นการสร้างกระบวนการเรียนรู้ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ผ่านการติดต่อกันระหว่างบุคคลและหรือระหว่างกลุ่มที่อยู่ในและนอกองค์กร

                                          2.4 ยุทธศาสตร์การบูรณาการ KM กับบทบาทและเป้าหมายหลักขององค์กร สำหรับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา คือ การให้บริการที่เป็นที่พอใจของโรงเรียนและชุมชน ส่วนของสถานศึกษาคือ การจัดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ และนักเรียนมีคุณภาพ

                             3) ยุทธศาสตร์ดำเนินการจัดการความรู้ที่สถานศึกษาใช้ได้ชัดเจน และมากกว่าสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา คือ

                                          3.1 ยุทธศาสตร์การหาพันธมิตร โดยการนำ KM ไปสร้างเสริมความสามารถของโรงเรียนในการสร้างกิจกรรมพัฒนานักเรียนร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่นจากบ้าน วัด ชุมชน และองค์กรปกครองท้องถิ่น

                                          3.2 ยุทธศาสตร์การเปิดพื้นที่และโอกาสให้บุคลากรแสดงออกซึ่งศักยภาพและการเพิ่มคุณค่าให้กับสิ่งดีงามที่ค้นพบ

                                          3.3 ยุทธศาสตร์การส่งเสริมให้เพื่อนช่วยเพื่อน พี่ช่วยน้อง น้องช่วยพี่ในกลุ่มบุคลากรของโรงเรียน โดยเน้นความเป็นกัลยาณมิตร ที่ทุกฝ่ายพร้อมจะเป็นผู้ให้และผู้รับจากกัน

***********************************

 

เป็นอันว่า จบหนังสือ นานาทัศนะ : การจัดการความรู้เพื่อสร้างสังคมฐานความรู้ในภาคการศึกษา แล้วนะครับ

 

 

วิจารณ์ พานิช

๑๓ พ.ย. ๕๑