ความสุขอย่างหนึ่งมาจากการใช้ความรู้ ทักษะ และทุนสังคม ที่สั่งสมไว้ตลอดชีวิต สำหรับทำประโยชน์ให้แก่สังคม ทำในระดับเล็กๆ ทีละเล็กละน้อย ในฐานะคนมีชีวิตแบบพอเพียง ไม่มีอำนาจยิ่งใหญ่ มีความสุขจากการหัดทำงานใช้ภาวะผู้นำแบบ “นำจากข้างหลัง”

ชีวิตที่พอเพียง  : 913a. ทบทวนชีวิตที่พอเพียง ในปี ๒๕๕๒

เช้าวันที่ ๑ ม.ค. ๕๓ ผมตื่นสาย และรู้สึกเมื่อยตัวผิดปกติ โดยที่เมื่อวานผมไม่ได้ออกกำลังโดยขี่จักรยาน แต่ใช้วิธีวิ่ง ๒๐ นาทีแทน    ในช่วงหลังๆ เข่าไม่ค่อยดี จึงหันไปขี่จักรยานสลับกับวิ่ง เพื่อถนอมเข่า

ออกไปขี่จักรยาน พบว่าอากาศเย็นลงนิดหน่อย    เมื่อวานเป็นวันสิ้นปีที่พิเศษ คือมี blue moon กับฝนตก   ตอนบ่ายผมขับรถกลับจากนครปฐมพบว่าฝนตกหนักมาก    และเกิดอุบัติเหตุรถชนกันหลายกลุ่ม   คือไม่ใช่เป็นคู่ แต่ชนกัน ๓ – ๔ คัน   เพราะหลังฝนหยุดไปนานๆ ถนนจะมีฝุ่นละอองเล็กๆ สะสมอยู่   พอฝนตกใหม่ๆ ก็จะทำให้ถนนลื่นมาก    เวลาผมนั่งรถหรือขับรถในสถานการณ์เช่นนี้ ผมจะเตือนคนขับหรือเตือนตนเองให้ระมัดระวังเป็นพิเศษ

Blue moon หมายถึงพระจันทร์เพ็ญครั้งที่ ๒ ในเดือน    อย่างเดือน ธ.ค. ๕๒ พระจันทร์เพ็ญครั้งแรกวันที่ ๒ ธ.ค.   ดังนั้นจันทร์เพ็ญในวันที่ ๓๑ ธ.ค. จึงเรียกว่า blue moon

Blue moon เป็นของหายาก จึงมีศัพท์ภาษาอังกฤษว่า once in a blue moon แปลว่าเกิดขึ้นน้อยมาก   มีคนส่ง อี-เมล์มาบอกผมว่าคืนวันที่ ๓๑ ธ.ค. ๕๒ เป็นคืนวันสิ้นปีที่มี blue moon ซึ่งหายากยิ่งขึ้น   เกิดขึ้นครั้งที่แล้วเมื่อ ๒๒ ปีมาแล้ว   และต้องรอไปอีก ๒๘ ปีจึงจะมีอีกครั้ง   ซึ่งหมายความว่าผมจะไม่มีโอกาสได้ดู

ว่าแล้วผมก็ลืมดู ทั้งๆ ที่ผมดูพระจันทร์เพ็ญจากหน้าต่างห้องนอนบ่อยๆ 

ชีวิตที่พอเพียงต้องแยกแยะระหว่างสิ่งที่เป็นสาระกับเรื่องไร้สาระ

ข้างบนนั้นคือเรื่องไร้สาระ แต่ก็เป็นสติประกอบชีวิต

ปี ๒๕๕๒ เป็นปีที่ผม

  • มีงานทำมากขึ้น โดยเฉพาะงานลักษณะ “งานกำกับดูแลระบบ”   พูดภาษาธุรกิจว่า “งานเข้า” แต่เป็นงานที่ไม่มีมูลค่าเชิงธุรกิจหรือค่าตอบแทน   แต่มีคุณค่าสูงมากเชิงสังคม   ให้ความภาคภูมิใจในชีวิต   ต้นปีงานประธาน กกอ. เข้า    ปลายปีงานประธาน สรพ. เข้า  

 แต่จริงๆ แล้ว งานประธานกำกับดูแลระบบให้ความอึดอัดใจไม่น้อย   ผมมีข้อสังเกตว่า ในสังคมไทย งานใหญ่ๆ งานสำคัญๆ ต่อบ้านเมือง กลับได้รับการกำกับดูแล และการจัดการแบบเล่นๆ   และในหลายกรณีผมระแวงว่า เพื่อผลประโยชน์ของบางกลุ่ม บางคน มากกว่าเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศหรือสังคม

  • ผมอาจจัดระบบตัวเองผิด ที่ปฏิเสธการมีเลขานุการ    ใช้ PDA ทำหน้าที่แทน   ทำให้บางครั้งรับนัดแล้วลืมจดลง PDA   หรือลงผิด หรือเขายกเลิกหรือย้ายวัน ผมลืมเปลี่ยนแปลง   เกิดความสับสนบ่อยๆ    ผมต้องขออภัยผู้ที่เดือดร้อนเพราะความสับสนนี้ไว้ด้วย
  • มีความชัดเจนขึ้น ว่าผมกำหนดการใช้ชีวิตบั้นปลายไว้ที่งาน “กองเชียร์” หรือ “กองชม” ทำหน้าที่ชื่นชมความดีงาม และผลงานที่สังคมอาจละเลย แต่มีคุณค่าสูงต่อส่วนรวม   งานนี้คืองานกำกับดูแล (governance)    ผมปฏิญาณไว้ว่าจะไม่รับงานด้านการจัดการ (management) อีกแล้ว   บันทึกเรื่อง systems governance อ่านได้ที่นี่  ที่นี่   

การเรียนรู้ ทดลองประยุกต์วิธีการทำงานกำกับดูแล และร่วมเผยแพร่หลักการและทักษะของการกำกับดูแล เป็นความสนุกสนานของผมในช่วงนี้   ประจวบกับสถาบันคลังสมองของชาติกำลังพัฒนาระบบกำกับดูแลระบบอุดมศึกษา ข้อเขียนของผมใน บล็อก http://gotoknow.org/blog/council  ที่เกี่ยวกับหลักการกำกับดูแลจึงได้รับการรวบรวมเป็นหนังสือเล่มเล็กออกแจกจ่าย   ทำให้ผมยิ่งได้ทำประโยชน์กว้างขึ้น

  • ปี ๒๕๕๒ เป็นปีที่สังคมไทยระอุไปด้วยเรื่องการปฏิรูปการศึกษาทศวรรษที่ ๒   ผมได้ให้ความเห็นไว้ที่นี่   และได้แสดงความเห็นต่อนโยบายการศึกษาของรัฐบาลอภิสิทธิ์ไว้ที่นี่   เรื่องการปฏิรูปการศึกษานี้ผมมีความเห็นว่าต้องเริ่มที่การ empower และให้ผลประโยชน์แก่ครูเพื่อศิษย์ 
  • นิสัยประจำตัวอย่างหนึ่งของผม คือเกลียดการโกงกิน และการเอาเปรียบสังคม ทุกรูปแบบ   เพราะเห็นว่าเป็นตัวบ่อนเซาะกัดกร่อนสังคม   ผมจึงใช้ บล็อก http://gotoknow.org/blog/thai-politics   ในการสื่อสารเรื่องนี้ต่อสังคม   และในช่วงปลายปี เกิดการวางมาตรฐานด้านการทุจริตในวงราชการ/การเมือง   ดังผมได้บันทึกไว้ที่นี่
  • อีกงานหนึ่ง ที่ผมมีส่วนนิดๆ หน่อย แต่สนุก ประเทืองปัญญา และให้ความสุขมาก   คืองาน R2R ที่ผมบันทึกไว้ที่นี่   
  • เรื่องการพัฒนาจิตใจหรือสุขภาวะทางจิตวิญญาณ ผมก็โชคดีได้เข้าไปเกี่ยวข้องนิดๆ หน่อยๆ    คือเป็นประธานคณะกรรมการกำกับแผนของ สสส.   และได้มีโอกาสเรียนรู้จาก นพ. ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ หัวหน้าโครงการตัวจริง   ผมได้เรียนรู้ว่าระดับพัฒนาการทางจิตวิญญาณมีเป็นระดับๆ   นพ. ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ บอกว่ามี ๕ ระดับ   ตาม comment ในบันทึกนี้   ได้เอาความรู้เหล่านี่มาใช้ฝึกฝนตนเอง    ผมได้ค้นพบว่า มีวิธีเขียน บล็อก ที่สนุกมาก ให้ปัญญามาก คือเขียนแบบปุจฉา ให้ผู้คนเข้ามาวิสัชนา    ดังตัวอย่างบันทึกที่อ้างแล้ว และบันทึกนี้  
  • เรื่องการวิจัยระบบสุขภาพ ผมก็เข้าไปเกี่ยวข้องอยู่บ้าง ดังในบันทึกนี้
  • รัฐบาลอภิสิทธิ์ประกาศเพิ่มงบประมาณวิจัย จาก ๐.๒๕% ของ จีดีพี ไปเป็น ๑%   ผมจึงมีส่วนให้ความเป็นดังในบันทึกนี้   และบันทึกนึ้   และในตอนปลายปี สวทน. ก็เข้ามาดูแลเรื่องนี้ ทำหน้าที่ประสานงานหน่วยสนับสนุนการวิจัยต่างๆ เข้าด้วยกัน   
  • ผมมีความสุข สนุกสนานกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ช่วยการค้นคว้า และการเรียนรู้   มีโอกาสฝึกฝนตนเองกับสภาพแวดล้อมใหม่ด้านเทคโนโลยี   ที่ช่วยให้เราเข้าถึงความรู้ได้อย่างสะดวก   แต่มีความยากในการตรวจสอบวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือ   ความยากนี้เองที่เป็นความท้าทายต่อการเรียนรู้และฝึกฝนตนเอง
  • ความสุขอีกอย่างหนึ่งมาจากการใช้ความรู้ ทักษะ และทุนสังคม ที่สั่งสมไว้ตลอดชีวิต สำหรับทำประโยชน์ให้แก่สังคม    ทำในระดับเล็กๆ ทีละเล็กละน้อย ในฐานะคนมีชีวิตแบบพอเพียง ไม่มีอำนาจยิ่งใหญ่    มีความสุขจากการหัดทำงานใช้ภาวะผู้นำแบบ “นำจากข้างหลัง” 
  • ความท้าทายในชีวิตช่วงนี้ คือ “ความรก” ทั้งทางกายภาพ (สนามหญ้าที่ไม่กวาดใบไม้  เอาใบไม้ทุกชนิดสุมที่โคนไม้ใหญ่  และบ้านที่รกเอกสารและหนังสือ)   และทางสมอง ที่มีเรื่องราวเข้ามามากมาย   ที่จะต้องแยกแยะเรื่องสำคัญออกจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ

ผมปลอบใจตัวเอง ว่ามีเรื่องให้ทำยามแก่ ดีกว่าไม่มีเรื่องให้ทำ    เพราะชีวิตจะเหงามาก และจะเฉา  

  • ชีวิตใหม่เป็นชีวิตชีวาของครอบครัว    ปีที่แล้วเราได้หลานสาว เยเช   ปีนี้เธอกำลังน่ารัก   และโดนรุมรักและเอาใจโดยพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ลุงป้าน้า (ไม่มีอา)    ผมเตือนทุกคนว่า ให้ระมัดระวังหลานจะถูกเอาใจมากเกินไปจนทำให้เป็นคนเอาแต่ใจตัวเอง  
  • ลูก ๓ คนมีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในชีวิต   คนหนึ่งย้ายบ้านมาอยู่ติดกับบ้านผมตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ทำให้ชีวิตของภรรยาและผมสะดวกขึ้น   อีกคนหนึ่งไปปรับปรุงบ้านบางขุนนนท์เป็นสำนักปฏิบัติและเผยแพร่ธรรมะ   อีกคนหนึ่งเตรียมหาทางย้ายจากนิวยอร์คไปทำงานที่สิงคโปร์   ครอบครัวของเขาโดนพิษวิกฤตการเงินเข้าเต็มเปา   อนิจจังเป็นสิ่งที่เที่ยงแท้    ภรรยากับผมเริ่มวางแผนเวลาที่เราจะจากกันชั่วนิรันดร์
  • ผมเข้า G2K ไปทบทวนดูว่า ปีที่แล้วบันทึกอะไรไว้บ้าง    พบว่าตอนปีใหม่บันทึกด้วยอารมณ์และสาระคนละแบบกับบันทึกนี้ อ่านได้ที่นี่   อ่านไปเรื่อยๆ ทำให้ผมระลึกได้ว่า ในช่วง ๑ ปีที่ผ่านมาผมฝึกใช้การทำงานกับการพักผ่อนเป็นสิ่งเดียวกัน ได้ดีขึ้น   รวมทั้งชวนภรรยาไปร่วมพักผ่อนด้วย   ดังบันทึกนี้   ทบทวนไปเรื่อยๆ ก็เห็นชัดเจนว่า ชีวิตช่วง ๑ ปีที่ผ่านมาผมสนุกอยู่กับงาน CSR และงานพูนพลังเยาวชนมาก   งานยกย่องคนดีเป็นอีกงานหนึ่งที่ผมสนุก อ่านได้ที่นี่   นอกเหนือจากงานกำกับดูแลสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งแยกไปเขียนไว้ในบันทึก http://gotoknow.org/blog/council
  • ถึงแม้ว่าผมจะห่างจาก สคส. ไปบ้าง เพราะภารกิจอื่นเพิ่มขึ้น   แต่ผมก็ยังติดตาม สังเกต พัฒนาการของ KM ในสังคมไทย   และนำมาเขียนไว้ใน KM วันละคำ อย่างสม่ำเสมอ   ผมภูมิใจมาก ที่เวลานี้มีการใช้ KM ในกิจการต่างๆ แบบ KM Inside คือไม่ต้องเอ่ยคำว่า KM หรือการจัดการความรู้    แต่ก็สังเกตว่า ยังมีคนเอ่ยคำว่า “จัดการความรู้” ในความหมายที่ผิดอยู่ไม่ใช่น้อย 

ผมลองทบทวนโดยเข้าไปอ่าน บล็อก thaikm ในช่วง ๓ เดือนแรกของปี ก็ได้ข้อสรุปมาตามข้างบน   เดาว่าถ้าอ่านไปจนจบปีก็คงจะสรุปเพิ่มได้ไม่มาก   จึงสรุปแค่นี้ก่อน

ถ้าจะให้สรุปด้วยบันทึกเดียวที่ลงไว้ในปีที่แล้ว ชีวิตของผมเป็นอย่างนี้ครับ

สวัสดีปีใหม่แด่ทุกๆ ท่านครับ   ขอให้ได้พรที่พึงปรารถนาทุกประการ

วิจารณ์ พานิช

๒ ม.ค. ๕๓